Category Business, Business Insights, Uncategorized January 5, 2026 ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ตอนสอนอยู่ในห้องเรียนปริญญาโทของจุฬา ผมมักเริ่มด้วยการนำเสนอแนวคิดการสร้างธุรกิจให้ทุกคนเห็นภาพระหว่าง การคิดแบบกลยุทธ์และการสร้างประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน ที่เรียกสั้นๆว่า Strategic Thinking กับ Operation Efficiency หรือ OE เนื่องจากเรื่องทั้งสองจะต้องเกี่ยวก้อยกันไปในระหว่างการสร้างธุรกิจแต่ก็มีคำถามอยู่ตลอดว่า อะไรคือ การคิดเชิงกลยุทธ์ การคิดด้วยกลยุทธ์จำเป็นต้องมีการฝึกต่อเนื่อง เพราะการ “การคิดเชิงกลยุทธ์” คือ การคิดในแบบที่ไม่ได้มองแค่การวางแผน แต่เป็นวิธีคิดทั้งระบบ ตั้งแต่การมองอนาคต การตัดสินใจ ไปจนถึงการปรับตัวในโลกที่ไม่แน่นอน หากอธิบายจากภาพที่เห็นแก่นของแนวคิดคือ การฝึกสมองให้คิดลึก คิดไกล และคิดเชื่อมโยง มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การคิดเชิงกลยุทธ์เริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ ไม่ใช่การตั้งเป้าหมายระยะสั้นหรือไทม์ไลน์ที่ตายตัว แต่เป็นการตั้งคำถามว่าอีก 5–10 ปีข้างหน้า แม้ว่าระยะเวลาจะค่อนข้างยาวนาน แต่เป็นการวางเงื่อนไขเกมของธุรกิจหรือชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร อะไรคือสิ่งที่จะ “เปลี่ยนกติกา” และเราควรลงทุนกับอนาคตตั้งแต่วันนี้อย่างไร วิสัยทัศน์ที่ดีไม่ได้มองแค่ปลายทาง แต่ต้องสร้างสะพานเชื่อมจากวันนี้ไปสู่วันนั้นให้ได้ คิดได้และมีวิธีการทำไปด้วย เมื่อเริ่มสร้างภาพอนาคตที่คาดการณ์ได้แล้ว ขั้นต่อมาคือการวิเคราะห์เชิงลึก นักคิดเชิงกลยุทธ์จะไม่หยุดอยู่แค่สิ่งที่เห็นชัด แต่จะมองหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ คิดต่อว่าการตัดสินใจหนึ่งครั้งจะก่อให้เกิดลูกโซ่อะไรบ้าง และที่สำคัญคือกล้าถามคำถามยาก ๆ เช่น “ถ้าเราประสบความสำเร็จจริง อะไรจะพัง?” เพื่อให้เห็นความเสี่ยงที่มักถูกมองข้าม การคิดล่วงหน้าเป็นสิบก้าวช่วยให้แผนไม่สวยแค่บนกระดาษ แต่ใช้งานได้จริง คิดทั้งลุกและถอยด้วยประกอบเป็นแผนงาน จากนั้นคือการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด การคิดเชิงกลยุทธ์ไม่เน้นการแก้ที่ปลายเหตุ แต่โจมตีที่รากของปัญหา แยกให้ออกว่าอะไรคืออาการ อะไรคือสาเหตุแท้จริง แนวคิดนี้จึงเน้นทางออกแบบ “ทะลุ” มากกว่าทางลัด และมักใช้คำถามทดสอบ เช่น ถ้าเรามีโอกาสยิงได้แค่นัดเดียว เราจะยิงไปที่จุดไหน หัวใจสำคัญอีกด้านคือการโฟกัส นักกลยุทธ์เข้าใจว่าผลลัพธ์ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความพยายามทั้งหมด แต่เกิดจากจุดคานงัดไม่กี่จุด การทุ่มแรงใน 5% ที่ถูกต้องอาจให้ผลลัพธ์ถึง 95% จึงต้องรู้ว่าจุดไหนควรเร่ง จุดไหนควรปล่อยอัตโนมัติ และกล้าพูดว่า “ไม่” กับสิ่งรบกวนที่ไม่สร้างคุณค่า เพราะเมื่อข้อมูลจำนวนมากถาโถมเข้ามา ความสามารถในการสังเคราะห์จึงสำคัญไม่แพ้การวิเคราะห์ การคิดเชิงกลยุทธ์คือการเชื่อมจุดกระจัดกระจายให้กลายเป็นภาพเดียว มองหาแพตเทิร์นท่ามกลางความวุ่นวาย แปลงข้อมูลดิบให้กลายเป็นอินไซต์ และเปลี่ยนอินไซต์ให้เป็นการลงมือทำที่ชัดเจน พอมาถึงตอนนี้ คิดได้ก็ต้องพูดให้เป็น เพราะกลยุทธ์จะไม่ขับเคลื่อนองค์กรหรือผู้คนได้ หากเล่าไม่เป็น การเล่าเรื่องจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการคิดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารที่ดีผสานทั้งข้อมูลและอารมณ์ เล่าเรื่องจากปัญหา ไปสู่ทางออก และเส้นทางข้างหน้า ใช้ภาษาที่คนเข้าใจ เน้นประโยชน์มากกว่าศัพท์เทคนิค เพื่อให้คนรู้สึกว่า “เรื่องนี้เกี่ยวกับฉัน” การตัดสินใจคือสนามทดสอบของนักกลยุทธ์ตัวจริง เพราะโลกจริงไม่เคยให้ข้อมูลครบ 100% การคิดเชิงกลยุทธ์จึงสอนให้แยกแยะว่าเรื่องไหนย้อนกลับได้ เรื่องไหนย้อนกลับไม่ได้ ถ้าย้อนกลับได้ให้ทดลองและเดินหน้า ถ้าย้อนกลับไม่ได้ให้คิดรอบคอบแต่ต้องมีเส้นตาย ความผิดพลาดไม่ใช่หายนะ แต่คือบทเรียนที่ทำให้ตัดสินใจดีขึ้นครั้งต่อไป สุดท้ายคือความสามารถในการปรับตัว กลยุทธ์ที่ดีไม่ใช่แผนเดียวตลอดชีวิต แต่ต้องมีแผนสำรอง พร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เตรียมกันชนความเสี่ยง และกล้าหมุนพวงมาลัยเร็วเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน การล้มเหลวเล็ก ๆ และเร็ว ดีกว่าการล้มครั้งใหญ่เพราะปรับตัวไม่ทัน เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด Strategic Thinking ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับผู้บริหารเท่านั้น แต่เป็นทักษะชีวิตของคนทำธุรกิจและคนทำงานยุคใหม่ เป็นการผสมผสานระหว่างการมองไกล การคิดลึก การตัดสินใจ และการปรับตัว เพื่อ “คุมความซับซ้อน สร้างความชัดเจน และเป็นเจ้าของอนาคตของตัวเอง” อย่างแท้จริง ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจค้าปลีก และ แฟรนไชส์ ติดต่อบรรยายได้ที่ บริษัท บิสิเนส โค้ช แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด เลขที่ 872/10 หมู่บ้านเดอะริชเอกชัย ถนนเอกชัย แขวงบางบอนเหนือ เขตบางบอน กรุงเทพฯ 10150 099-615-2647 / 02-450-1335 contact@coachandconsulting.com