Category Advisor, Business, Business Insights, Uncategorized January 29, 2026 50 ปีแห่งธุรกิจแฟรนไชส์ในสิงคโปร์: จากจุดเริ่มต้นสู่ปัจจุบัน จุดกำเนิดธุรกิจแฟรนไชส์ในสิงคโปร์ (ทศวรรษ 1970) ธุรกิจแฟรนไชส์เริ่มปรากฏในสิงคโปร์ช่วงปลายทศวรรษ 1970 โดยมาในรูปแบบระบบตัวแทนและการอนุญาตให้ใช้สิทธิของบรรษัทข้ามชาติรายใหญ่ เช่น ปั๊มน้ำมันเชลล์ (Shell) และเอสโซ่ (Esso) หรือร้านจักรเย็บผ้า Singer และร้านรองเท้า Bata สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่ถูกเรียกว่า “แฟรนไชส์” โดยตรง แต่มีลักษณะการดำเนินงานคล้ายคลึงกับระบบแฟรนไชส์ในปัจจุบัน กล่าวคือบริษัทแม่ให้สิทธิธุรกิจแก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นในการดำเนินกิจการภายใต้แบรนด์และระบบมาตรฐานเดียวกัน ธุรกิจลักษณะนี้นับเป็นก้าวแรกที่ปูทางแนวคิดแฟรนไชส์ในสิงคโปร์ บริบททางเศรษฐกิจและสังคม: ในยุคดังกล่าว สิงคโปร์เพิ่งพ้นช่วงตั้งไข่ของการพัฒนาเศรษฐกิจหลังได้รับเอกราช (ค.ศ. 1965) ภาครัฐมุ่งดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน ซึ่งช่วยเปิดรับรูปแบบธุรกิจสมัยใหม่อย่างแฟรนไชส์ให้คนสิงคโปร์ได้รู้จัก แม้ขณะนั้นผู้คนจะยังคุ้นเคยกับกิจการค้าปลีกขนาดเล็กแบบดั้งเดิม แต่การปรากฏตัวของแบรนด์ต่างชาติผ่านระบบตัวแทนเหล่านี้ก็เริ่มปลูกฝังแนวคิดการขยายธุรกิจผ่านสาขาหรือเครือข่าย ยุคบุกเบิกแฟรนไชส์ (ทศวรรษ 1980) ทศวรรษ 1980 นับเป็นยุคบุกเบิกธุรกิจแฟรนไชส์ของจริงในสิงคโปร์ ในช่วงนี้ เศรษฐกิจสิงคโปร์เติบโตต่อเนื่อง คนสิงคโปร์มีรายได้สูงขึ้นและได้สัมผัสวัฒนธรรมบริโภคจากตะวันตกมากขึ้น นักธุรกิจสิงคโปร์ที่มีทุนทรัพย์เริ่มซื้อสิทธิแฟรนไชส์ของแบรนด์ต่างชาติชื่อดังเข้ามาเปิดในประเทศ แบรนด์ฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่อย่าง Kentucky Fried Chicken (KFC), McDonald’s และ Pizza Hut ต่างมีผู้ได้รับสิทธิแฟรนไชส์นำเข้ามาเปิดสาขาในสิงคโปร์ในช่วงนี้ รวมถึงร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่เปิดตัวครั้งแรกในสิงคโปร์ปี 1983 การมาของแฟรนไชส์ต่างชาติสร้างความตื่นเต้นให้ผู้บริโภค และพิสูจน์ให้ผู้ประกอบการเห็นถึงศักยภาพของระบบแฟรนไชส์ในการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว ปลายทศวรรษ 1980 ยังเห็นการเริ่มต้นของแฟรนไชส์แบรนด์สิงคโปร์แท้ๆ บริษัทท้องถิ่นบางรายเริ่มลองใช้ระบบแฟรนไชส์เพื่อขยายกิจการของตนเอง ตัวอย่างที่โดดเด่นคือเครือร้านสะดวกซื้อ Econ Minimart ซึ่งริเริ่มโมเดลแฟรนไชส์ขึ้นราวปี 1982 Econ Minimart เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการขายสิทธิให้ผู้ค้ารายย่อยเปิดร้าน “มินิมาร์ท” ในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ช่วงปลายยุค 80 ต่อเนื่องต้นยุค 90 เครือข่าย Econ Minimart มีสาขามากกว่า 130 แห่งที่ดำเนินการอย่างประสบความสำเร็จภายใต้แบรนด์นี้ (ภายในปี 1988 มีสาขาถึง 130 ร้าน) ความสำเร็จของ Econ Minimart และร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์อื่นๆ ทำให้แนวคิดแฟรนไชส์ได้รับความนิยมและการยอมรับในฐานะช่องทางสร้างธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายร้านโชวห่วยแบบแฟรนไชส์อื่นๆ ในยุคนั้น เช่น Happy Family ที่ดำเนินธุรกิจคล้ายคลึงกัน ภาพรวมแล้ว ปลายทศวรรษ 1980 เป็นช่วงที่ธุรกิจแฟรนไชส์เริ่มหยั่งรากในสังคมสิงคโปร์ จากการนำเข้าแฟรนไชส์ต่างประเทศและการทดลองสร้างแฟรนไชส์แบรนด์ท้องถิ่นเอง บริบทยุค 1980: ภาครัฐสิงคโปร์ในยุคนี้เริ่มมองเห็นว่าแฟรนไชส์เป็นกลไกหนึ่งในการกระตุ้นธุรกิจ SME ให้เติบโต ภาวะเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองและการที่ชาวสิงคโปร์เดินทางต่างประเทศบ่อยขึ้นส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนไอเดียธุรกิจใหม่ๆ คนสิงคโปร์เริ่มอยากทำธุรกิจส่วนตัวและมองว่าแฟรนไชส์เป็นเส้นทางลัดสู่ความสำเร็จ การเติบโตของแฟรนไชส์ท้องถิ่น (ทศวรรษ 1990) ทศวรรษ 1990 เป็นยุคที่ธุรกิจแฟรนไชส์ท้องถิ่นสิงคโปร์เติบโตขยายตัวอย่างจริงจัง จำนวนระบบแฟรนไชส์ที่ก่อตั้งโดยคนสิงคโปร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายบริษัทมองว่าแฟรนไชส์เป็น “ยุทธศาสตร์” ในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐมากขึ้นในช่วงนี้ ตัวอย่างบริษัทสิงคโปร์ที่เริ่มสร้างเครือข่ายแฟรนไชส์ของตนเองในยุคนี้ ได้แก่ Prima Deli (ร้านขนมอบและเบเกอรี่), Factory Outlet Store (ธุรกิจค้าปลีกเสื้อผ้า), และ Informatics (สถาบันอบรมคอมพิวเตอร์และไอที) ซึ่งทั้งหมดต่าง “กระโดดขึ้นรถไฟแฟรนไชส์” ช่วงต้นทศวรรษ 90 นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอาหารท้องถิ่นที่เริ่มขายแฟรนไชส์ เช่น Komala’s Restaurant (ร้านอาหารอินเดียมังสวิรัติ) และ Fish & Co. (ร้านอาหารทะเลสไตล์ตะวันตก) ที่ต่อมาประสบความสำเร็จในการขยายสาขาทั้งในสิงคโปร์และต่างประเทศ ธุรกิจหลากหลายสาขา ตั้งแต่ร้านอาหารญี่ปุ่นซูชิ ร้านไอศกรีม ไปจนถึงธุรกิจการศึกษาและศูนย์พัฒนาทักษะ ล้วนเริ่มใช้โมเดลแฟรนไชส์ในการเติบโต บทบาทของภาครัฐ: รัฐบาลสิงคโปร์เล็งเห็นศักยภาพของแฟรนไชส์ในการช่วยธุรกิจรายย่อยขยายตัว จึงมีมาตรการสนับสนุนออกมาในยุคนี้ อย่างเช่นแผนพัฒนาภาคการค้าปลีกปี 1992 ที่เสนอให้จัดตั้ง ศูนย์พัฒนาแฟรนไชส์ (Franchise Development Centre) โดยหน่วยงาน Productivity and Standards Board (ซึ่งต่อมาคือ SPRING Singapore และปัจจุบันรวมเป็น Enterprise Singapore) ศูนย์นี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อให้ความรู้คำปรึกษาแก่ธุรกิจที่ต้องการขยายผ่านแฟรนไชส์ นอกจากนี้ยังมี Economic Grouping Centre (EGC) ภายใน SPRING ที่ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจ SME รวมกลุ่มกันและใช้กลยุทธ์อย่างแฟรนไชส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายตลาด รัฐบาลยังมอบเงินสนับสนุนและเงินอุดหนุนแก่บริษัทที่ต้องการนำระบบแฟรนไชส์ไปขยายสู่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่จะทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางแฟรนไชส์ระดับนานาชาติในเอเชีย แบรนด์ท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้: Old Chang Kee – ร้านขายอาหารว่างและแกงกะหรี่พัฟที่มีชื่อเสียงของสิงคโปร์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1956 แต่เริ่มเร่งขยายสาขาภายใต้เจ้าของใหม่ (คุณ Han Keen Juan) ในช่วงปลายยุค 1980 ภายในปี 1991 Old Chang Kee ขยายจากร้านแผงลอยเป็น 12 สาขาทั่วประเทศ และยอดขายโตจาก 700,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 1987 เป็น 1.6 ล้านในปี 1991 Old Chang Kee พยายามเริ่มระบบแฟรนไชส์ระหว่างประเทศในปี 1993 โดยเปิดสาขาแฟรนไชส์ในหลายประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน และญี่ปุ่น พร้อมสโลแกน “A taste of Singapore” หรือรสชาติสิงคโปร์ นับเป็นความพยายามบุกเบิกส่งออกแบรนด์ท้องถิ่นสู่ตลาดโลกในยุคนั้น แม้ว่าการขยายต่างประเทศรอบแรกจะประสบปัญหาเรื่องคุณภาพและความสม่ำเสมอของสินค้า ทำให้สาขาแฟรนไชส์ต่างแดนเหล่านั้นไม่ประสบความสำเร็จและต้องถอนตัวทั้งหมดภายในปี 2002 แต่ Old Chang Kee ก็ยังคงเติบโตแข็งแกร่งในตลาดภายในประเทศ และเรียนรู้บทเรียนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขยายตัวในอนาคต Informatics – สถาบันฝึกอบรมคอมพิวเตอร์ที่ก่อตั้งในสิงคโปร์ปี 1983 ถือเป็นตัวอย่างของธุรกิจนอกภาคอาหารที่ใช้แฟรนไชส์ขยายสาขาไปหลายประเทศทั่วเอเชียและแอฟริกาในยุค 1990 Informatics เสนอระบบแฟรนไชส์ศูนย์ฝึกอบรมไอที จนสามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ช่วงกลางยุค 90 อย่างไรก็ตาม ภายหลังบริษัทเผชิญความท้าทายในการรักษาคุณภาพหลักสูตรและปัญหาทางการเงิน ทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์ลดลงไปมากในยุคถัดมา (แสดงให้เห็นว่าแฟรนไชส์ในธุรกิจการศึกษาต้องคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด) แฟรนไชส์ต่างประเทศในสิงคโปร์ยุค 90: สิงคโปร์ยังคงต้อนรับแฟรนไชส์ต่างชาติใหม่ๆ เข้ามาในตลาด ตัวอย่างช่วงต้นยุค 90 เช่น Hard Rock Café (ร้านอาหารกึ่งผับธีมเพลงร็อก), Hardee’s และ Wendy’s (ร้านฟาสต์ฟู้ดเบอร์เกอร์จากสหรัฐ) และ Baskin-Robbins (ไอศกรีมชื่อดังจากสหรัฐ) ที่ต่างเปิดสาขาแฟรนไชส์ในสิงคโปร์ โดยเฉพาะย่านถนนออร์ชาร์ดที่คึกคัก อย่างไรก็ตาม แบรนด์เหล่านี้บางรายไม่สามารถยืนระยะได้ในตลาดสิงคโปร์ในขณะนั้น หลายเจ้าปิดตัวไปหลังเปิดได้ไม่นาน (เช่น Wendy’s และ Hardee’s ที่ถอนธุรกิจออกไป) หรือหายไปช่วงหนึ่งก่อนจะวนกลับมาใหม่ในทศวรรษต่อมา (เช่น Baskin-Robbins กลับมาเปิดใหม่ในภายหลัง) การเข้ามาและจากไปของแบรนด์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดสิงคโปร์แม้จะเล็กแต่แข่งขันสูง ผู้เล่นแฟรนไชส์ต้องปรับตัวให้เข้ากับรสนิยมผู้บริโภคท้องถิ่นและต้นทุนดำเนินการที่สูงในนครรัฐนี้ แบรนด์แฟรนไชส์สิงคโปร์สู่เวทีโลก (ทศวรรษ 2000) เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ธุรกิจแฟรนไชส์สิงคโปร์ก้าวสู่ยุคเฟื่องฟูอย่างเต็มตัว ทศวรรษ 2000s เป็นช่วงที่แบรนด์สัญชาติสิงคโปร์หลายรายเติบโตจากกิจการท้องถิ่นกลายเป็นเครือข่ายระดับภูมิภาคหรือระดับโลก โดยอาศัยทั้งกลยุทธ์แฟรนไชส์และการลงทุนขยายสาขาด้วยตนเอง ประกอบกับตลาดหุ้นและแหล่งทุนที่เปิดโอกาสให้บริษัทเหล่านี้ระดมทุนขยายใหญ่ขึ้น ปัจจัยเอื้อ: คนสิงคโปร์ในยุคนี้มีรายได้สูงและมีกำลังซื้อ ประชากรเปิดรับวัฒนธรรมการกินอยู่หลากหลาย ทำให้ธุรกิจอาหารและไลฟ์สไตล์มีช่องทางเติบโตมาก นอกจากนี้ สิงคโปร์เองก็เริ่มเป็นฐานในการบุกตลาดเพื่อนบ้าน เนื่องจากตั้งอยู่ศูนย์กลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีความน่าเชื่อถือด้านกฎระเบียบ ธุรกิจแฟรนไชส์ในสิงคโปร์หลายรายจึงเริ่มขยายสู่ต่างประเทศอย่างจริงจังในยุคนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการสนับสนุนของรัฐ (Enterprise Singapore มีโครงการมอบเงินสนับสนุนให้ SME ที่ต้องการออกงานแสดงแฟรนไชส์ต่างประเทศ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการขยายธุรกิจ) ตัวอย่างแบรนด์แฟรนไชส์สิงคโปร์ยุค 2000 ที่ประสบความสำเร็จ: BreadTalk – ร้านขนมปังและเบเกอรี่ที่ก่อตั้งปี 2000 โดยคุณจอร์จ เควก (George Quek) ถือเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกของแบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยโมเดลแฟรนไชส์และการขยายสาขาเองควบคู่กัน BreadTalk เปิดร้านแรกที่ห้างบูกิสจังชั่น จากนั้นเพียง 3 ปีถัดมาก็เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (ปี 2003) การเข้าตลาดทุนช่วยระดมเงินทุนให้ BreadTalk ขยายกิจการทั้งในและนอกประเทศอย่างก้าวกระโดด ภายในสิ้นทศวรรษ 2000s BreadTalk ได้แตกไลน์ธุรกิจในเครือหลายแบรนด์ (เช่น ร้านอาหาร Food Republic, ร้านกาแฟ Toast Box, ร้านอาหารจีนติ่มซำ Din Tai Fung ซึ่งได้สิทธิแฟรนไชส์มาบริหารในสิงคโปร์) และขยายสาขาร้านเบเกอรี่ BreadTalk ไปทั่วเอเชียตะวันออกและตะวันออกกลาง โดยรวมมีร้านสาขากว่า 900 แห่งใน 15 ประเทศทั่วโลก ช่วงแรก BreadTalk ใช้กลยุทธ์แฟรนไชส์ในการบุกตลาดต่างประเทศควบคู่กับการตั้งบริษัทย่อยเอง เช่น เปิดสาขาแฟรนไชส์ในอินโดนีเซียและจีนครั้งแรกปี 2003 พร้อมกับการตั้งสำนักงานสาขาใหญ่ประจำจีนแผ่นดินใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ ความสำเร็จของ BreadTalk แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของธุรกิจ SME สิงคโปร์ที่สามารถเติบโตสู่ระดับภูมิภาคได้ภายในเวลาไม่นาน Ya Kun Kaya Toast – ร้านกาแฟโบราณและขนมปังปิ้งสไตล์สิงคโปร์ที่มีตำนานมาตั้งแต่ปี 1944 แต่เพิ่งเริ่มเข้าสู่โลกของการขยายสาขาเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายยุค 1990s ธุรกิจนี้เริ่มจากร้านกาแฟเล็กๆ ของคุณลอย อาห์กูน (Loi Ah Koon) ที่ขายกาแฟและขนมปังปิ้งทาแยมสังขยา (kaya) สูตรโบราณมาหลายทศวรรษ ต่อมาในปี 1999 บุตรชายคนเล็กของตระกูล (คุณ Adrin Loi) ได้เข้ามาบริหารและเล็งเห็นว่าแบรนด์ “Ya Kun” มีคุณค่าทางจิตใจและโอกาสทางธุรกิจซ่อนอยู่มาก เขาจึงเริ่มขยายกิจการจากร้านแผงลอยเพียงแห่งเดียว เปิดสาขาที่สองในปี 2000 และตัดสินใจทำระบบแฟรนไชส์อย่างจริงจังในปีเดียวกันนั้น Ya Kun ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในปี 2001 เพื่อรองรับการขยายสาขา และเปิดสาขาแฟรนไชส์ต่างประเทศสาขาแรกที่ประเทศอินโดนีเซียในปี 2002 หลังจากนั้นเครือ Ya Kun Kaya Toast ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีร้านกว่า 50 สาขาใน 14 ประเทศทั่วเอเชีย (ทั้งในอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ตะวันออกกลาง ฯลฯ) โดยส่วนใหญ่เป็นสาขาแฟรนไชส์ทั้งสิ้น และ Ya Kun ได้กลายมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมร้านกาแฟอาหารเช้าของสิงคโปร์ด้วย Old Chang Kee – หลังจากบทเรียนการขยายแฟรนไชส์ต่างแดนที่ไม่สำเร็จในยุค 90s Old Chang Kee ได้ปรับกลยุทธ์ใหม่ในช่วงทศวรรษ 2000 บริษัทมุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่งในประเทศ ปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานการผลิต (เช่น สร้างโรงงานผลิตกลางที่ทันสมัย) จนแบรนด์แข็งแกร่งพร้อม จึงค่อยๆ เริ่มบุกนอกประเทศอีกครั้งด้วยความระมัดระวัง ในปี 2005 Old Chang Kee เริ่มกลับมาขยายสาขาต่างประเทศอีกครั้ง โดยคราวนี้คัดเลือกแฟรนไชส์ซีต่างชาติอย่างเข้มงวดและควบคุมคุณภาพสินค้าใกล้ชิดมากขึ้น การปรับตัวดังกล่าวได้ผลดี ปัจจุบัน Old Chang Kee มีมากกว่า 100 สาขาทั่วโลก รวมถึงในลอนดอน (สหราชอาณาจักร), เพิร์ท (ออสเตรเลีย), กัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย) และจาการ์ตา (อินโดนีเซีย) อีกทั้ง Old Chang Kee ยังเข้าสู่ตลาดทุนโดยจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ (กระดาน Catalist สำหรับบริษัทขนาดกลาง) เมื่อปี 2008 ทำให้บริษัทระดมทุนขยายกิจการได้มากขึ้น ผลักดันให้ Old Chang Kee กลายเป็น “จักรวรรดิขนมขบเคี้ยว” ที่เติบโตทั้งในและต่างประเทศ ภายในปี 2019 Old Chang Kee มีรายได้ต่อปีราว 90 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และดำเนินกิจการกว่า 70 สาขาในสิงคโปร์ พร้อมด้วยสาขาในต่างแดนในออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยยังคงรักษาภาพลักษณ์แบรนด์ที่เชื่อมโยงกับมรดกอาหารพื้นบ้านและการดำเนินธุรกิจที่เอื้อเฟื้อต่อสังคม (พนักงานกว่า 80% ของบริษัทเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งแสดงถึงการให้โอกาสในการจ้างงานผู้สูงวัย) แบรนด์อื่นๆ ในยุคนี้: นอกจากที่กล่าวมา ยังมีแบรนด์สิงคโปร์อีกหลายรายที่เติบโตบนเวทีภูมิภาคในทศวรรษ 2000 เช่น Charles & Keith (ธุรกิจรองเท้าแฟชั่นที่ขยายสาขาทั่วเอเชียและตะวันออกกลาง), Sakae Sushi (เครือร้านซูชิสายพานที่เติบโตเร็วและเข้าตลาดหุ้นในปี 2003 พร้อมขยายสาขาไปหลายประเทศในเอเชีย), Fish & Co. (ร้านอาหารทะเลฟาสต์ฟู้ดที่ขยายแฟรนไชส์ไปเอเชียตะวันตกและแอฟริกา), MindChamps (สถาบันพัฒนาทักษะเด็กที่เริ่มในปี 2002 และขยายระบบแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ จนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ปี 2017) เป็นต้น แต่โดยภาพรวม ภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ยังคงเป็นพระเอกของวงการแฟรนไชส์สิงคโปร์ ในปี 2003 ระบบแฟรนไชส์กว่า 30% อยู่ในธุรกิจอาหารเครื่องดื่ม รองลงมาคือค้าปลีก 20% และเมื่อถึงปี 2012 สิงคโปร์มีธุรกิจในระบบแฟรนไชส์กว่า 600 แบรนด์ และมีจำนวนผู้รับสิทธิดำเนินการ (แฟรนไชส์ซี) รวมกันกว่า 40,000 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหาร แฟชั่น ศูนย์การศึกษา จนถึงธุรกิจบริการต่างๆ แฟรนไชส์กลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ คิดเป็นสัดส่วนราว 18% ของยอดค้าปลีกทั้งประเทศ และสร้างมูลค่าประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปีในช่วงต้นทศวรรษ 2010