ข้อมูลสําคัญเกี่ยวกับ Nose Tea

  • ปี 2566 เติบโตจากปีก่อนกว่า 2,000% และในปี 2567 ปิดยอดรายได้สูงถึง 297 ล้านบาท bangkokbiznewsFacebook
  • ปัจจุบันมีสาขาประมาณ 15 แห่ง และตั้งเป้าเปิดครบ 19 สาขา ภายในปีหนึ่ง พร้อมมีเป้าหมายในการ เตรียมเข้าสู่ ตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2570 bangkokbiznewsFacebook
  • โดดเด่นในแง่ของการสร้างแบรนด์ที่แตกต่าง ผ่านสื่อโซเชียล เช่น TikTok ที่ทําให้เกิด Viral กระตุ้นยอดขายอย่างรวดเร็ว

bangkokbiznewskrungsri.com

ไม่มีข้อมูลเรื่อง M&A หรือ Deal

  • จากการค้นข้อมูล ไม่พบหลักฐานว่า Nose Tea มีการเข้าร่วมในข้อตกลงซื้อขายหุ้น หรือมีข่าวว่ามีผู้ลงทุนภายนอกเข้า ถือหุ้นบางส่วน
  • ที่มีการรายงานคือเป้าหมายการ IPO ในอนาคต (Enter Stock Market) ไม่ใช่การขายกิจการในตอนนี้

อัตรากําไรของ Nose Tea (ปี 2567)

  • รายได้ (Revenue): 297–298 ล้านบาท
  • กําไรสุทธิ (Net Profit): 30 ล้านบาท

คํานวณ อัตรากําไรสุทธิ (Net Profit Margin) ได้ว่า: หรือเทียบในรูปทศนิยมประมาณ 10%

อัตรา ~10% ถือว่าสูงกว่ามาตรฐานของธุรกิจร้านเครื่องดื่มทั่วไป ซึ่งมักมีอัตรากําไรสุทธิตั้งแต่ 5–8% ขึ้นอยู่กับต้นทุน วัตถุดิบและค่าแรง

  • ประสิทธิภาพธุรกิจ: อัตรากําไรสุทธิที่ 10% บ่งบอกว่า Nose Tea จัดการต้นทุนได้ค่อนข้างดี — ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ระบบการผลิต การจัดการร้าน และการตลาดที่สร้างการรับรู้โดยไม่ต้องใช้โฆษณาหนักมาก
  • ศักยภาพในการเติบโต: หากรักษากําไรดีต่อเนื่อง ขยายสาขา หรือพัฒนาโมเดลแฟรนไชส์ อัตรานี้จะทําให้ธุรกิจมี

จุดยืนที่มั่นคง เมื่อต้องแสดงตัวเลขต่อ นักลงทุน หรือพิจารณา IPO

  • พลังของแบรนด์: ความนิยมที่สูง ดึงลูกค้าเข้าร้านจํานวนมาก แม้ราคาต่อแก้วอาจสูงกว่าคู่แข่ง แต่ลูกค้ายังยอม จ่ายเพราะแบรนด์มีเอกลักษณ์และคุณภาพถูกใจ

โครงสร้างผู้ถือหุ้นและผู้ร่วมลงทุน

บริษัท โนส ที (ประเทศไทย) จํากัด (“Nose Tea”) ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2565 โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งหลัก 2 คนคือ คุณธนกฤต ศรีพฤกษมาศ และ คุณกชณิชา ฐิติชนาโชติ ซึ่งทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทในปัจจุบัน โดยยังไม่มีผู้ถือหุ้นภายนอกราย ใหญ่หรือนักลงทุนร่วม (co-investor) จากภายนอกเข้ามาถือหุ้นอย่างมีนัยสําคัญในช่วงที่ผ่านมา (การถือหุ้นส่วนใหญ่ยังคงอยู่กับ ผู้ก่อตั้งเอง) ทั้งนี้ บริษัทมีทุนจดทะเบียนล่าสุดประมาณ 11,333,300 บาท ซึ่งสะท้อนถึงการเพิ่มทุนจดทะเบียนในช่วงการ เติบโต (ทุนจดทะเบียนดังกล่าวคิดเป็นจํานวนหุ้นสามัญรวม 11.33 ล้านหุ้น หากมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท)

การระดมทุนและแผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์

Nose Tea เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยอาศัยเงินทุนจากผู้ก่อตั้งและกระแสเงินสดจากการดําเนินงานเป็นหลัก ในช่วงก่อตั้งและ ขยายธุรกิจระยะแรก ยังไม่มีการระดมทุนจาก Venture Capital (VC) หรือ Angel Investor อย่างเป็นทางการ ดังนั้นการลงทุนเพื่อ ขยายสาขาและดําเนินกิจการจึงมาจากเงินลงทุนของผู้ก่อตั้งเองและกําไรที่สร้างได้จากธุรกิจเป็นหลัก ปัจจุบันบริษัทมี แผน ระดมทุนระยะยาวผ่านการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายในปี 2570 ตาม เป้าหมายที่ผู้ก่อตั้งวางไว้ตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัท โดยขณะนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมและตรวจสอบรายการต่าง ๆ ตามเกณฑ์ของ สํานักงาน ก.ล.ต. แล้ว การเข้าตลาดหลักทรัพย์จะช่วยให้ Nose Tea สามารถระดมทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายธุรกิจและเพิ่มศักยภาพ การแข่งขันในอนาคต

นักลงทุนภายนอกและข้อตกลงการลงทุน

ณ ปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏข้อมูลการทําข้อตกลงลงทุนกับนักลงทุนภายนอก เช่น บริษัทร่วมลงทุน (VC) หรือนักลงทุน บุคคล (Angel Investor) สําหรับบริษัท Nose Tea ข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อระบุว่าการเติบโตของบริษัทเกิดจากการดําเนินงานที่มี กําไรและการบริหารเงินทุนของผู้ก่อตั้งเองมากกว่าได้รับเงินทุนจากภายนอก กล่าวคือ ไม่มีรายงานการเพิ่มทุนโดยมีผู้ถือหุ้น ใหม่จากภายนอกเข้ามา ในช่วงตั้งแต่ก่อตั้งถึงปัจจุบัน ดังนั้น ลักษณะการลงทุนของนักลงทุนภายนอก (ถ้ามี) จึงยังไม่เกิดข้ึน จริงในกรณีของ Nose Tea ณ ตอนนี้ อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทวางแผนจะ IPO ภายในปี 2570 บ่งชี้ว่าบริษัทอาจเปิดรับนักลงทุน สาธารณะในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นจากที่เคยเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งเป็นหลัก ไปสู่การมีผู้ถือหุ้นรายย่อยและ นักลงทุนสถาบันมากข้ึนหลังการเข้าตลาดหลักทรัพย์

การขยายสาขาและกลยุทธ์แฟรนไชส์

กลยุทธ์การขยายสาขา ของ Nose Tea เป็นการเติบโตด้วยการลงทุนเอง เปิดสาขาบริหารโดยบริษัทเองทั้งหมด โดย ไม่ มีการขายแฟรนไชส์ ให้กับนักลงทุนอิสระในช่วงที่ผ่านมา สาเหตุที่ไม่เน้นระบบแฟรนไชส์ส่วนหนึ่งมาจากแนวทางของผู้ก่อตั้งที่ ต้องการควบคุมคุณภาพสินค้าและประสบการณ์ของลูกค้าอย่างทั่วถึงทุกสาขา การไม่ขายแฟรนไชส์ทําให้บริษัทต้องใช้เงิน ลงทุนเองในการขยายสาขาแต่ละแห่ง แต่ก็ช่วยรักษามาตรฐานของสินค้าและบริการได้ตามที่ผู้ก่อตั้งตั้งใจ

ตั้งแต่เปิดร้านครั้งแรกเมื่อปลายปี 2565 (สาขาทาวน์อินทาวน์) บริษัทได้ขยายสาขาอย่างรวดเร็วไปยังทําเลสําคัญ ต่าง ๆ โดย ปี 2566 บริษัทมีสาขาทั้งสิ้น 15 แห่ง และมีแผนจะเปิดเพิ่มให้ครบ 19 สาขาภายในสิ้นปี 2567 นอกจากการขยาย ในกรุงเทพฯ แล้ว ในปี 2567 Nose Tea ยังเริ่มขยายสาขาไปยังต่างจังหวัด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศอีกด้วย

ตัวอย่างเช่น มีการเปิดสาขาที่จังหวัดระยองและพัทยา เป็นต้น (ตามที่มีรายงานข่าวผ่านโซเชียลมีเดียของบริษัท) จากการ รายงานล่าสุด ณ ปี 2568 Nose Tea มีจํานวนสาขารวมกว่า 20 สาขา และยังคงเดินหน้าแผนการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การเลือกทําเลสาขาใหม่ให้ความสําคัญกับพื้นที่ที่มีทราฟฟิกสูง เช่น ในศูนย์การค้าชั้นนํา และย่านที่กลุ่มเป้าหมายหนาแน่น เพื่อให้การลงทุนเปิดร้านแต่ละแห่งคุ้มค่าและสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมาย

สําหรับ กลยุทธ์แฟรนไชส์ แม้ว่า Nose Tea ยังไม่ได้เปิดขายแฟรนไชส์ในช่วงที่ผ่านมา แต่บริษัทก็ได้รับความสนใจจาก นักลงทุนและผู้สนใจธุรกิจจํานวนมากที่สอบถามถึงโอกาสการซ้ือแฟรนไชส์ อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อตั้งยืนยันที่จะ เติบโตแบบ Organic (ขยายเอง) ไปก่อนในระยะนี้ โดยมุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่งของระบบหลังบ้านและแบรนด์ให้พร้อมเสียก่อน ทั้งนี้ใน ระยะยาว เมื่อบริษัทเติบโตจนถึงจุดหนึ่งหรือหลังการ IPO บริษัทอาจพิจารณากลยุทธ์การขยายรูปแบบอื่น ๆ (เช่น การให้ สิทธิแฟรนไชส์หรือการร่วมทุนกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์) เพื่อรองรับการขยายตัวไปต่างประเทศตามที่มีเป้าหมายไว้ แต่ปัจจุบัน ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้

ผลประกอบการและการเติบโตของกิจการ

Nose Tea ถือเป็นกรณีศึกษาของธุรกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดดภายในเวลาอันสั้น โดยมียอดขายและผลกําไรเพิ่มขึ้น หลายเท่าตัวทุกปีตั้งแต่เริ่มดําเนินธุรกิจ ดังนี้:

ปี 2565 (ปีแรกของการดําเนินงาน): บริษัทเปิดร้านเพียง 1 สาขา (ทดลองตลาดที่ออฟฟิศก่อนย้ายมาเปิดสาขาแรกที่ สยามเซ็นเตอร์) และทํารายได้ประมาณ 2.2 ล้านบาท ในปีนั้น แต่ยังมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิราว 2.4 ล้านบาท เนื่องจาก เป็นช่วงเร่ิมต้นธุรกิจที่มีการลงทุนตั้งต้นสูงและยอดขายยังน้อย (อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อตั้งมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อเรียนรู้และวาง ระบบ ทําให้ธุรกิจพร้อมสําหรับการเติบโตในปีถัดไป)

ปี 2566: ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังจากกระแส “ชาชีส” ของ Nose Tea กลายเป็นไวรัลใน TikTok จนมีลูกค้าต่อคิว แน่นร้าน ส่งผลให้รายได้ปี 2566 เพิ่มขึ้นกว่า 2,000% จากปีก่อน โดยทํารายได้ประมาณ 48-49 ล้านบาท และมีกําไรสุทธิ ประมาณ 5 ล้านบาท การเติบโตระดับหลายสิบเท่านี้เกิดขึ้นสวนกระแสสภาวะเศรษฐกิจ และชี้ให้เห็นถึงความสําเร็จของกล ยุทธ์การตลาดและคุณภาพผลิตภัณฑ์ของ Nose Tea ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีมาก

ปี 2567: ยังคงเป็นปีแห่งการเติบโตแบบก้าวกระโดดต่อเนื่อง โดย รายได้รวมทั้งปี 2567 พุ่งขึ้นเป็นประมาณ 297-298 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 512% จากปีก่อนหน้า และบริษัทมีกําไรสุทธิโดยประมาณ 30 ล้านบาท ในปีนี้

การที่ยอดขายเติบโตขึ้นหลายเท่าตัวในปี 2567 ส่วนหนึ่งมาจากการขยายสาขาเพิ่มขึ้นและการออกเมนูใหม่ๆ ดึงดูด ลูกค้า รวมถึงการร่วมมือ (Collaboration) กับแบรนด์อื่น ๆ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ เช่น การออกเมนูเครื่องดื่มร่วมกับ C.P.S. Coffee เป็นต้น จากยอดขายระดับเกือบ 300 ล้านบาทในปี 2567 ทําให้ Nose Tea ก้าวขึ้นเป็นธุรกิจเครื่องดื่มรายได้ระดับ “ร้อย ล้าน” ได้ภายในเวลาเพียงประมาณ 2-3 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง แนวโน้มผลประกอบการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า Nose Tea ใช้ ประโยชน์จากเงินทุนภายในและกระแสเงินสดจากการขายในการขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินทุน ภายนอกจํานวนมาก การเติบโตของรายได้เกิดจากความสําเร็จด้านการตลาด (โดยเฉพาะบน TikTok ที่ช่วยจุดกระแสความนิยม ของแบรนด์) และการบริหารจัดการต้นทุนที่ทําให้ธุรกิจเริ่มมีกําไรตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นมา กล่าวได้ว่าการเติบโตของ Nose Tea มา จาก “การลงทุนจากลูกค้า” ในรูปแบบของยอดขายที่เพิ่มขึ้น นํามาซึ่งกําไรที่นํากลับไปขยายสาขาและพัฒนาธุรกิจต่อเนื่อง มากกว่าจะมาจากการระดมทุนจากนักลงทุนภายนอก

สรุป ตั้งแต่เร่ิมก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน Nose Tea เติบโตจากธุรกิจเล็กๆ ไปสู่ธุรกิจระดับร้อยล้านบาทด้วยเงินทุนของผู้ก่อตั้งและ กําไรสะสมของกิจการเอง เป็นหลัก ยังไม่มีการดึงนักลงทุนภายนอกเข้ามาในโครงสร้างทุนของบริษัทอย่างเป็นทางการ แต่ อาศัยกลยุทธ์การตลาดและการบริหารคุณภาพที่แข็งแกร่งช่วยขับเคลื่อนการเติบโตแบบก้าวกระโดด บริษัทมีเป้าหมายที่จะต่อ ยอดความสําเร็จนี้ด้วยการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปี 2570 เพื่อ ระดมทุนขนาดใหญ่สําหรับการขยายธุรกิจในวง กว้างขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการเติบโตในอนาคตจะมาจากทั้งการลงทุนภายในและเงินทุนใหม่จากผู้ถือหุ้น สาธารณะหลังการ IPO อีกด้วย

บทความโดย : ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ (CFE)

สนใจปรึกษาธุรกิจ ติดต่อสอบถาม : 099-615-2647

Line : @coachandconsulting

Facebook : https://www.facebook.com/coachandconsulting