ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจแฟรนไชส์ในสหรัฐอเมริกา (2016 - 2024)

ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์

วันนี้ขอระลึกความหลังกันสักหน่อยคือ เรื่องเล่าแฟรนไชส์อเมริกาครับท่าน เพราะว่าถ้าจะเล่าเรื่องแฟรนไชส์ แต่ไม่พูดถึงเรื่อง ระบบต้นทางจากประเทศนี้ก็ดูจะกร่อยไปเลย เนื่องจากการเรียนรู้ระบบนี้ เราได้สหรัอเมริกาเป็นต้นแบบตลอดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30-40 ปี เรียกได้ว่า แฟรนไชส์ไทยตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมาประเทศไทยเราก็มีธุรกิจด้านนี้เข้ามาแล้ว กว่าจะพัฒนาระบบแฟรนไชส์ไทยเองได้ก็เกือบปี 2000 ประเทศไทยเท่ากับมีแฟรนไชส์ของประเทศเองได้ถึงวันนี้ไม่น้อยกว่า 30 ปีแล้วครับ

ระบบแฟรนไชส์ของอเมริการะยะหลังดูจะอ่อนแรงลงทั้งในประเทศและการขยายตัวสู่ตลาดต่างประเทศ แต่ก็ยังถือว่าเป็นระบบธุรกิจที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมาก ธุรกิจแฟรนไชส์ในสหรัฐฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2016-2024 โดยมีการขยายตัวของจำนวนสาขา การจ้างงาน และมูลค่าเศรษฐกิจที่เกิดจากระบบแฟรนไชส์ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบช่วงสั้นจากการระบาดของโควิด-19 ในปี 2020 แต่ภาคธุรกิจแฟรนไชส์ก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งและยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ (Franchising Economic Outlook) ถ้าเรานับเอาจำนวนสาขาของธุรกิจแฟรนไชส์อเมริกาเป็นตัวชี้วัดการเติบโต เราจะเห็นตัวเลขที่มีการเก็บข้อมูลอย่างดีดังต่อไปนี้

จำนวนธุรกิจแฟรนไชส์และอัตราการเติบโต (2016-2024)

2016 : มีธุธุรกิจแฟรนไชส์ประมาณ 735,847 สาชา ในสหรัฐฯ

ㆍ 2017 : เพิ่มเป็น 748,752 สาขา (เติบโตราว +1.896)

ㆍ2018 : เพิ่มเป็น 760,476 สาขา (เติบโตราว +1.696)

ㆍ 2019 : เพิ่มเป็น 773,603 สาขา (เติบโตราว +1.796)

ㆍ 2020 : ลดลงเหลือ ประมาณ 753,770 สาขา (หดตัว -2.6% จากปีก่อนหน้า ผลจากโควิด-19)

ㆍ 2021 : ฟื้นตัวเป็น 774,965 สาขา (เติบโต +2.896)

ㆍ 2022 : เพิ่มเป็น 788,914 สาขา (เติบโต +1.896)

ㆍ2023 : เพิ่มเป็น ประมาณ 806,270 สาขา (เติบโต +2.296)

ㆍ 2024: คาดว่าจะถึง ราว 821,000 สาขา (เติบโต +1.9%)

ช่วงปี 2016-2019 ธุรกิจแฟรนไชส์ขยายตัวเฉลี่ยปีละ ~1.6-1.8% ก่อนจะเผชิญกับการหดตัวในปี 2020 จากวิกฤตโควิด-19

แต่หลังจากนั้นกลับมาเติบโตได้อีกครั้งเฉลี่ย ~296 ต่อปี โดยปี 2024 คาดว่าจะมีสาขาแฟรนไชส์ทั่วประเทศกว่า 8.21 แสนสาขา

จะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตจะอยู่น้อยมาก เพราะว่าตลาดธุรกิจด้านนี้เริ่มเต็มพื้นที่ไปแล้ว การขยายหรือการเกิดแฟรนไชส์หน้าใหม่ก็จะยากขึ้น อัตราขยายตัวมีค่าเฉลี่ยอยู่ประมาณแค่ 2% ผิดกับยุคแรกๆที่มีอัตราเติบโตไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี

การจ้างงานในระบบแฟรนไชส์

ภาคแฟรนไชส์เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของสหรัฐฯ อย่างเช่น ในปี 2019 มีการจ้างงานโดยตรงประมาณ 8.43 ล้านคน ในธุรกิจแฟรนไชส์ ก่อนที่จำนวนจะลดลงไปราว 7.53 ล้านคน ในปี 2020 (ลดลง ~11% จากปีก่อน เนื่องจากการปิดกิจการชั่วคราวช่วงโควิด) อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานแฟรนไชส์ดีดตัวกลับอย่างรวดเร็ว โดยปี 2021 ทำให้การจ้างงานแฟรนไชส์ขยายขึ้นถึง +8.8% และยังเติบโตต่อเนื่อง ~2-3% ในปีถัดๆ มา จนคาดว่าในปี 2024 จะมีผู้ทำงานในระบบแฟรนไชส์รวมมากกว่า 8.9 ล้านคน ทั่วประเทศ (คิดเป็นราว 6.5% ของแรงงานภาคเอกชนทั้งหมด) ในขณะที่อเมริกาเองมีปัญหาเรื่อง การว่างงานมาโดยตลอด ระบบแฟรนไชส์จึงเป็นอีกผลงานชิ้นโบว์แดงที่รัฐบาลเอาใจใส่เพื่อให้มีการขยายตัว ขยายการจ้างงาน นอกจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นแล้ว แฟรนไชส์ยังมีอัตราการอยู่รอดสูงกว่าธุรกิจทั่วไป โดยมีอัตราความสำเร็จปีแรกมากกว่าธุรกิจอิสระ ~6.3% ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบแฟรนไชส์ในการสร้างงานและประคับประคองธุรกิจในช่วงวิกฤต

มูลค่าผลผลิตและการมีส่วนร่วมใน GDP

ถ้ายิ่งดูมูลค่าการหมุนเวียนของการค้า ธุรกิจแฟรนไชส์สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลให้สหรัฐฯ โดยในปี 2019 ผลผลิตทางเศรษฐกิจ (output) ของธุรกิจแฟรนไชส์มีมูลค่าประมาณ $787.5 พันล้านดอลลาร์ ท่าให้ตัวเลขมีผล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 3% ของ GDP สหรัฐฯ ในปีนั้น อย่างไรก็ตาม การระบาดของโควิด-19 ทำให้มูลค่าผลผลิตลดลง ~15% ในปี 2020 เหลือประมามาณ $677 พันล้าน ก่อนจะดีดตัวแรงในปี 2021 ด้วยอัตราเติบโต +16.3% ซึ่งเป็นการฟื้นตัวที่รวดเร็วกว่าภาคเศรษฐกิจโดยรวม

นับจากปี 2021 เป็นต้นมา ภาคแฟรนไชส์ยังขยายตัวต่อเนื่อง ~4-5% ต่อปี ในแง่มูลค่าผลผลิต ปัจจุบัน (ปี 2023) ผลผลิตธุรกิจแฟรนไชส์รวมเพิ่มขึ้นถึง $858.5 พันล้าน และคาดว่าจะสูงถึง $893.9 พันล้าน ในปี 2024 ขณะเดียวกัน มูลค่าเพิ่ม (GDP) จากธุรกิจแฟรนไชส์โดยตรงก็เพิ่มขึ้นจาก ~$474 พันล้าน ในปี 2021 เป็น $523.5 พันล้าน ในปี 2023 และคาดว่าจะถึง $545.8 พันล้าน ในปี 2024 ซึ่งยังคงคิดเป็นประมาณ 3% ของ GDP สหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นว่าภาคแฟรนไชส์กำลังเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจภาพรวม ของประเทศ (ที่คาคว่าจะโต ~1.9% ในปี 2024-2025) และยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างผลผลิตและรายได้ให้เศรษฐกิจอเมริกัน

หมวดธุรกิจแฟรนไชส์หลักและสัดส่วนตลาด

การแยกประเภทธุรกิจเป็นอีกเรื่องนึงที่ระยะหลังมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการใหม่ จากนักธุรกิจแยกเป็นประเภทย่อย ทำให้มีมากกว่า 20-30 ประเภท วันนี้วิธีการแยกธุรกิจแฟรนไชส์ในสหรัฐฯจะทำเป็นกลุ่มใหญ่หลัก แต่จะครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 300 ประเภท แต่สามารถแบ่งออกเป็นสายธุรกิจหลักประมาณ 8 หมวดหลัก โดยมีการจัดอันดับและสัดส่วนดังนี้ :

ธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurants - QSR) : เป็นหมวดแฟรนไชส์ที่ใหญ่ที่สุด ทั้งโมด้านจำนวนสาขาและมูลค่าธุรกิจ โดย QSR คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของจำนวนแฟรนไชส์ทั้งหมด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดราว 34.5% ของผลผลิตรวมธุรกิจแฟรนไชส์ ตัวอย่างเช่น แบรนด์ฟาสต์ฟัดและร้านกาแฟที่มีสาขาจำนวนมากทั่วประเทศ

ธุรกิจค้าปลีกสินค้า/อาหาร (Retail Food, Products & Services) : เป็นหมวดใหญ่ลำดับถัดมา สร้างสัดส่วนมูลค่าประมาณ 14.9% ของผลผลิตแฟรนไชส์ทั้งหมด รวมถึงร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีกเฉพาะทาง และบริการที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจบริการด้านธุรกิจ (Business Services) : เช่น บริการงานสำนักงาน การบัญชี การตลาด สร้างผลผลิตประมาณ 13.4% ของผลผลิตแฟรนไชส์ แม้จำนวนสาขาจะไม่มากที่สุด แต่มีรายได้ต่อสาขาสูง ส่งผลให้เป็นหมวดใหญ่อันดับสามของภาคแฟรนไชส์

ธุรกิจร้านอาหารเต็มรูปแบบ (Full-Service Restaurants) : ร้านอาหารบริการเต็มรูปแบบและภัตตาคาร สร้างมูลค่าราว 9-10% ของผลผลิตรวมภาคแฟรนไชส์ (โกล้เคียงกับธุรกิจ OSR แต่จำนวนสาขาน้อยกว่า)

ธุรกิจที่พัก (Lodging) : ครอบคลุมโรงแรมและโมเตลแฟรนไชส์ มีการขยายตัวสม่ำเสมอ สร้างมูลค่าราว $78-80 พันล้าน ต่อปี คิดเป็นประมาณ 9-10% ของผลผลิตแฟรนไชส์รวม (แม้สัดส่วนสาขาประมาณ 4% ของทั้งประเทศ แต่รายได้ต่อหน่วยสูง)

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) : เช่น บริการนายหน้าและจัดการอสังหาฯ สัดส่วนมูลค่าประมาณ 7% ของภาคแฟรนไชส์

ธุรกิจบริการเชิงพาณิชย์/ที่พักอาศัย (Commercial & Residential Services) : เช่น บริการซ่อมแซม ดูแลบ้าน มีสัดส่วนมูลค่าราว 5-6%

ธุรกิจบริการส่วนบุคคล (Personal Services) : เช่น ฟิตเนส การดูแลสุขภาพ ความงาม การศึกษา สัดส่วนมูลค่าราว 5% ของผลผลิตแฟรนไชส์ แต่มีแนวโน้มขยายตัวเร็ว (ดูรายละเอียดในส่วนถัดไป)

อันดับหมวดธุรกิจข้างต้น แสดงให้เห็นว่า แฟรนไชส์ร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ยังคงเป็นดาวเด่นของวงการ ในขณะที่หมวดบริการส่วนบุคคลแม้ส่วนแบ่งยังเล็กแต่มีศักยภาพเติบโตสูง ส่วนหมวดที่พักและร้านอาหารเต็มรูปแบบก็เป็นเสาหลักที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับภาคแฟรนไชส์อย่างมีนัยสำคัญ

แผนภาพเเสดงสัดส่วนธุรกิจสหรัฐอเมริกา

แนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงสำคัญ

ถ้ากล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการออกแบบระบบแฟรนไชส์ ก็ถือว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านหลักการเท่าไร แต่เนื่องจากผลของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ชีวิตความเป็นอยู่จะทำให้เป็นการปรับตัวสู่ธุรกิจให้เปลี่ยนไป ปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผล พอจะสรุปได้ดังนี้

1. ผลกระทบจากโควิด-19 และการฟื้นตัว : เรื่องใหญ่ในศตวรรษนี้ก็คือ เหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2020 ส่งผลให้ธุรกิจแฟรนไชส์ชะลอตัวลงชั่วคราว ทั้งจำนวนสาขาที่ลดลง ~2.6% และการจ้างงานที่หดตัวกว่า 11% หลายธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารและการบริการต้องปิดดำเนินการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ภาคแฟรนไชส์ได้แสดงถึงความยืดหยุ่น (resilience) ในการฟื้นตัว หลังสถานการณ์คลี่คลาย ธุรกิจแฟรนไชส์สามารถฟื้นการเติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2021-2022 โดยการขยายตัวของผลผลิตในปี 2021 สูงถึง +16.3% ซึ่ง มากกกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม และในปี 2022-2023 ยังคงเติบโตต่อเนื่องทั้งด้านสาขาและมูลค่าธุรกิจ ส่งผลให้ภาคแฟรนไชส์กลับมามีบทบาทนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงหลังโควิดอีกครั้ง

2. การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและนวัตกรรม : ทำให้รูปแบบการบริการธุรกิจแฟรนไชส์โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและบริการได้ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิตัลอย่างรวดเร็ว การสั่งอาหารแบบ off-premise (เช่น บริการเดลิเวอรี่ สั่งกลับบ้าน) และ การใช้เทคโนโลยี เช่น แอปพลิเคชั่นสั่งซื้อออนไลน์ ระบบจองคิว และการชำระเงินแบบไร้สัมผัส ได้ถูกนำมาใช้แพร่หลายในเครือแฟรนไชส์ร้านอาหาร เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ หลายแบรนด์ได้ลงทุนใน ระบบอัตโนมัติและ AI เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น การใช้คืออส (kiosk) สำหรับรับออเคอร์, คลาวด์คิทเช่น (cloud kitchen) เพื่อขยายบริการเดลิเวอรี่ ตลอดจน กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ผ่านโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้มขันขันยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิทัลเหล่านี้ได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้แฟรนไชส์หลายรายเติบโตฝ่าวิกฤตและและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

3. การเติบโตของธุรกิจสุขภาพและบริการเฉพาะทาง : หมวด บริการส่วนบุคคล (Personal Services) ถือเป็นดาวรุ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจแนวสุขภาพ ฟิตเนส การดูแลความงาม การดูแลเด็ก และบริการเฉพาะทางอื่นๆ มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ติดอันดับ 1 ในด้านการเติบโตของจำนวนสาขาและการจ้างงานของระบบแฟรนไชส์ การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มผู้บผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการดูแลตนเองมากขึ้น ทำให้แบรนด์แฟรนไชส์ เช่น ศูนย์ออกกำลังกาย (เช่น Orangetheory Fitness, Planet Fitness), คลินิกกายภาพ/ไคโรแพรคติก (เช่น The Joint Chiropractic), ร้านเสริมสวย/สปา (เช่น European Wax Center) และ ศูนย์ดูแลเด็ก มีการขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น แนวโน้มนี้คาดว่าจะดำเนินต่อไป โดยรายงานคาดการณ์ปี 2024-2025 ระบุว่าหมวด Personal Services และกลุ่มแฟรนไชส์ค้าปลีกสินค้าจะเป็นกลุ่มที่มีอัตราเติบโตของสาขาสูงสุด (ราว +4.3% และ +3.5% ตามลำดับ) แซงหน้าหมวดอื่นๆ

4. ปัจจัยภูมิภาคและนโยบาย : การเติบโตของแฟรนไชส์ในสหรัฐฯ ยังแตกต่างกันไปตามภูมิภาค โดยภาคใต้และภาดตะวันตก (South & West) เป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวของธุรกิจแฟรนไชส์รวดเร็วที่สุด สาเหตุจากประชากรที่เพิ่มขึ้น และ นโยบายภาคธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุนของรัฐในภูมิภาคเหล่านี้ รายงานปี 2023 คาดว่าเฉพาะภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast) จะมีสาขาแฟรนไชส์รวมกว่า 234,000 สาขา จ้างงาน 2.5 ล้านคน และสร้างผลผลิต $250 พันล้าน รัฐที่โดดเด่นด้านการเติบโตของแฟรนไชส์ เช่น เท็กซัส ฟลอริดา จอร์เจีย นอร์ทแคโรไลนา เซาท์แคโรโลนา เทนเนสซี ฯลฯ ล้วนได้รับอานิสงส์จากการอพยพย้ายถิ่นเข้าสู่รัฐ การลงทุนอุตสาหกรรมใหญ่ และนโยบายรัฐที่จูงใจธุรกิจ ขณะที่บางรัฐเช่น แคลิฟอร์เนีย วอชิงตัน อาจเติบโตช้ากว่าหรือชะลอตัว เนื่องจากตันทุนสูงและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทายกว่า

จะเห็นได้ว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ในสหรัฐอเมริกามีภาพรวมการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งในด้านจำนวนสาขา การจ้างงาน และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างให้ประเทศ แม้จะมีช่วงสะดุดจากโควิด-19 แต่ระบบบแฟรนไชล์ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวผ่านวัดกรรมและการตอบสนองต่อแนวโน้มใหม่ๆ การเติบโตนี้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นหลังวิกฤต การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในธุรกิจ และความต้องการบริการเฉพาะทางที่เพิ่มขึ้นยุคใหม่

ทั้งหมดนี้ทำให้ภาคแฟรนไชส์ยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และคาดว่าจะเติบโตนำหน้าภาคธุรกิจอื่นๆ ต่อไป และนี่แหละครับ ระบบแฟรนไชส์สหรัฐเมริกาที่หลายประเทศคาดหวังว่า ระบแฟรนไชส์จะกลายเป็นสมบัติของชาติสร้างความยิ่งใหญ่ให้สังคมและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน ยกระดับการทำธุรกิจของคนเดินดินอย่างเราๆครับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : รายงานการศึกษาบิสิเนสโค้ชแอนด์ตอนซัลดิ้ง ข้อมูลจาก Franchising Economic Outlook lets International Franchise Association (FA) จัดทำร่วมกับ FRANdata พร้อมทั้งข้อมูลจากหน่วยงานสถิติและวิจัยธุรกิจ เช่น Statisa และ IBISWorld ที่ช่วยยืนยันแนวโน้มการเติบโตดังกล่าว

บทความโดย : ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ (CFE)

สนใจปรึกษาธุรกิจ ติดต่อสอบถาม : 099-615-2647

Line : @coachandconsulting

Facebook : https://www.facebook.com/coachandconsulting