Category Business, Business Insights, Food & Beverage January 5, 2026 รายงานแนวโน้มผลประกอบการร้านอาหารประเภทร้านเดี่ยว Thailand Restaurant Stand Alone Situation (พ.ศ. 2566-2568) บทนำ ธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone หมายถึงร้านอาหารที่ตั้งอยู่โดยอิสระ ไม่ได้อยู่ภายในศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนหลักของธุรกิจร้านอาหารไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีร้านอาหารกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ 6.8 แสนร้าน (ข้อมูลปี 2566) ส่วนใหญ่เป็นร้านขนาดกลางและเล็กที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบการไทย ในช่วงสามปีที่ผ่านมา (2566–2568) ธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone เผชิญทั้งโอกาสจากการฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19 และความท้าทายจากเศรษฐกิจ ต้นทุน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รายงานนี้จะวิเคราะห์แนวโน้มผลประกอบการของธุรกิจดังกล่าว โดยครอบคลุม 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) การเติบโตของรายได้และจำนวนร้าน (2) ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อธุรกิจ (3) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และ (4) ภาพรวมแนวโน้มว่าธุรกิจกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขยายตัว หรือชะลอตัว อัตราการเติบโตของรายได้และจำนวนร้านอาหาร Stand Alone ธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ของไทยมีการเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงปี 2565–2567 อันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวหลังการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19: รายได้รวมธุรกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง: ปี 2565 รายได้รวมของนิติบุคคลธุรกิจร้านอาหารอยู่ที่ 244,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.3% จากปี 2564 และปี 2566 รายได้รวมเพิ่มเป็น 314,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.4% จากปี 2565 ซึ่งสะท้อนการกลับมาจับจ่ายของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด จำนวนร้านอาหารเพิ่มขึ้นรวดเร็ว: ในปี 2566 มีร้านอาหารเปิดใหม่ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นถึง 13.6% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ปัจจุบันไทยมีร้านอาหารรวมประมาณ 680,000 ร้าน กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลคิดเป็นราว 24% ของทั้งหมด แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวด้านจำนวนผู้เล่นในตลาดร้านอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ผู้ประกอบการรายใหม่และเอสเอ็มอีเป็นกำลังหลัก: ร้านอาหารส่วนใหญ่กว่า 98% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) สะท้อนว่าการเติบโตของจำนวนร้านส่วนใหญ่มาจากผู้ประกอบการอิสระรายย่อย ทั้งนี้จังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ (เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี) เป็นพื้นที่ที่มีการจัดตั้งร้านอาหารใหม่สูงสุดตามข้อมูลปี 2566–2567 จากตัวเลขข้างต้น จะเห็นได้ว่าร้านอาหาร Stand Alone โดยรวมผ่านพ้นช่วงตกต่ำในยุคโควิดและกลับมาเติบโตทั้งด้านรายได้และจำนวนร้านอย่างแข็งแกร่งในช่วงปี 2565–2567 การเติบโตอย่างรวดเร็วของจำนวนร้านก็นำมาซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาด ซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนถัดไป ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจในช่วงสามปีที่ผ่านมาได้ส่งผลทั้งด้านบวกและลบต่อผลประกอบการของร้านอาหาร Stand Alone ปัจจัยสำคัญได้แก่: ภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนพุ่งสูง: ในช่วงปี 2565–2566 ประเทศไทยเผชิญกับเงินเฟ้อระดับสูง ทำให้ราคาวัตถุดิบอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู ไข่ไก่ รวมถึงวัตถุดิบนำเข้าอย่างนม เนย ชีส และแป้งสาลี ที่แม้บางรายการจะปรับลดลงบ้างในช่วงต้นปี 2568 แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงและผันผวน นอกจากนี้ ค่าสาธารณูปโภคและค่าเช่า ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนดำเนินการโดยรวมของร้านอาหารปรับตัวสูงขึ้นมาก ร้านอาหารหลายแห่งจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาอาหารเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลระบุว่า ราคาอาหารเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น ~5.7% ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกราว 2.2% ในปี 2567 สถานการณ์ต้นทุนสูงนี้สร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ค่าแรงงานที่ปรับสูงขึ้น: ต้นทุนด้านค่าแรงคิดเป็นราว 15% ของต้นทุนทั้งหมดของธุรกิจร้านอาหาร ในช่วงปี 2565–2568 มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในหลายพื้นที่และคาดการณ์ว่าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นอีกตามนโยบายรัฐบาลใหม่ในอนาคตอันใกล้ ทำให้ภาระต้นทุนค่าจ้างแรงงานของร้านอาหารสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจัยนี้กระทบหนักต่อร้านอาหาร Stand Alone โดยเฉพาะรายเล็กที่ต้นทุนแรงงานเป็นสัดส่วนสูง และยิ่งทำให้การรักษากำไรทำได้ยากขึ้น กำลังซื้อผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม: แม้ว่าภาคการบริโภคภาคเอกชนจะฟื้นตัวหลังโควิด แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคจำนวนมากยังเปราะบางจากค่าครองชีพที่สูง ทำให้รายได้ธุรกิจร้านอาหารบางส่วนยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ผู้บริโภคระดับกลาง-ล่างระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางค่าอาหารและค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ ที่แพงขึ้น ปัจจัยนี้ส่งผลให้ร้านอาหารหลายแห่ง (โดยเฉพาะกลุ่มราคาแพงหรือฟูลเซอร์วิส) ต้องเผชิญกับยอดขายที่ยังไม่กลับมาเท่าระดับก่อนโควิด ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านอาหารส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะขาดทุน หรือมีกำไรต่ำ แม้รายได้รวมทั้งอุตสาหกรรมจะเติบโตก็ตาม การท่องเที่ยวฟื้นตัวแต่มีความเสี่ยง: การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังเปิดประเทศเป็นแรงหนุนสำคัญให้ธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะร้าน Stand Alone ในเมืองท่องเที่ยวหลัก ช่วงปี 2565–2567 จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นยอดขายร้านอาหารในจังหวัดท่องเที่ยว (ข้อมูล DBD ระบุรายได้ธุรกิจร้านอาหารใน 5 จังหวัดท่องเที่ยวหลักสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ในปี 2568 มีความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจขยายตัวไม่มากอย่างที่คาดไว้เดิม เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว (เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังฟื้นไม่เต็มที่) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดคาดการณ์มูลค่าตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มปี 2568 ลงเหลือ 646,000 ล้านบาท (โตเพียง 2.8%) จากเดิมที่คาดโต 4.6% เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ kasikornresearch.com การแข่งขันที่รุนแรงและผู้เล่นรายใหญ่รุกตลาด: การที่จำนวนร้านอาหารเพิ่มขึ้นมากหลังโควิด ทำให้การแข่งขันในธุรกิจนี้ทวีความเข้มข้น ผู้เล่นรายใหญ่และเชนร้านอาหารขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนักลงทุนต่างชาติ (โดยเฉพาะทุนจีน) เข้ามาลงทุนในธุรกิจร้านอาหารไทยมากขึ้น ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่รายเล็กเผชิญแรงบีบจากทั้งต้นทุนและการแย่งลูกค้าโดยคู่แข่งที่มีกำลังทุนสูงกว่า สภาพการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ถือเป็นปัจจัยลบต่อผู้ประกอบการ Stand Alone รายย่อยที่อาจขาดความได้เปรียบด้านเงินทุนและการตลาด โดยสรุป ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค (เงินเฟ้อ, ต้นทุนวัตถุดิบ, ค่าแรง, กำลังซื้อ) และปัจจัยเชิงอุตสาหกรรม (การแข่งขันและโครงสร้างผู้เล่น) ล้วนส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวดและปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้ยืดหยุ่นเพื่อความอยู่รอดและรักษาความสามารถในการทำกำไร การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคต่อธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone พฤติกรรมการบริโภคอาหารนอกบ้านของคนไทยในช่วงหลังโควิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการร้านอาหาร Stand Alone จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อแนวโน้มเหล่านี้ ประเด็นสำคัญ ได้แก่: การกลับมานิยมรับประทานที่ร้าน (Dine-in): หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ผู้บริโภคจำนวนมากหันกลับมาทานอาหารนอกบ้านที่ร้านมากขึ้นอีกครั้ง ทั้งจากความอัดอั้นที่สะสมในช่วงล็อกดาวน์และการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศเต็มรูปแบบ การสำรวจในปี 2566 พบว่าผู้ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรีเกือบครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 48%) มีแนวโน้มจะสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี ลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากสามารถออกไปกินข้าวที่ร้านได้ตามปกติแล้ว ช่วงปี 2566–2567 จึงเห็นยอดออเดอร์ Food Delivery โดยรวมเริ่มหดตัวลงเล็กน้อย ธุรกิจเดลิเวอรีอาหารปี 2566 มีมูลค่าราว 87,000 ล้านบาท หดตัว 0.6% จากปีก่อน และคาดว่าในปี 2567 มูลค่าจะอยู่ที่ประมาณ 86,000 ล้านบาท (-1.0%) แนวโน้มนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคกลับมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทานอาหารที่ร้านมากขึ้น แม้บริการเดลิเวอรียังเป็นที่นิยมอยู่ก็ตาม บทบาทของบริการเดลิเวอรี (Food Delivery): แม้จำนวนการสั่งอาหารผ่านแอปจะชะลอตัวลงหลังโควิด แต่ช่องทาง เดลิเวอรียังคงมีความสำคัญ อย่างยิ่งต่อธุรกิจร้านอาหารยุคใหม่ ปัจจุบันผู้บริโภคคุ้นเคยกับความสะดวกสบายในการสั่งอาหารออนไลน์ ร้านอาหาร Stand Alone ส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มช่องทางขายผ่านเดลิเวอรีควบคู่ไปกับหน้าร้าน ผู้ประกอบการไทยปรับตัวได้อย่างชัดเจน เช่น การเข้าร่วมแพลตฟอร์มส่งอาหาร การรับออร์เดอร์ล่วงหน้าให้ลูกค้ามารับเองที่ร้าน และการใช้แอปฯ จองคิวเพื่อบริหารที่นั่ง ลดความแออัด อย่างไรก็ดี การแข่งขันด้านโปรโมชั่นของแอปเดลิเวอรีเริ่มลดลงเมื่อผู้ให้บริการเน้นทำกำไร ทำให้ค่าใช้จ่ายผ่านแอปสูงขึ้น (ค่าคอมมิชชั่น GP ~30% และค่าส่งที่มีส่วนลดน้อยลง) ผู้บริโภคจึงเลือกใช้เดลิเวอรีในกรณีจำเป็น เช่น ช่วงเวลาเร่งด่วนหรือวันที่ต้องทำงานจากบ้าน เป็นต้น ธุรกิจร้านอาหารที่พึ่งพาช่องทางเดลิเวอรีในสัดส่วนสูง (เช่น ร้านอาหารข้างทางและฟาสต์ฟู้ด) ยังจำเป็นต้องรักษาช่องทางนี้ไว้ เนื่องจากยังมีฐานลูกค้าที่ต้องการความสะดวกอยู่จำนวนมาก และเดลิเวอรียังช่วยเข้าถึงลูกค้านอกพื้นที่หน้าร้านได้ การใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวและความคุ้มค่า: จากภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาอาหารปรับสูงขึ้น ผู้บริโภคจึงต้องจ่ายมากขึ้นต่อมื้อเมื่อกินนอกบ้าน โดยข้อมูลระบุว่าปี 2567 ค่าใช้จ่ายต่อการสั่งอาหารเฉลี่ยประมาณ 185 บาท/ครั้ง ปรับเพิ่มขึ้น ~2.8% จากปี 2566 พฤติกรรม ผู้บริโภคจำนวนมากตระหนักถึงงบประมาณที่จำกัด ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายมีการปรับตัว “ฉลาดเลือกและเน้นความคุ้มค่า” มากขึ้น ตัวอย่างเช่น บุฟเฟ่ต์ ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าที่อยากได้ความคุ้ม (จ่ายราคาเดียวแต่ได้ทานไม่จำกัด) รวมถึงร้านอาหารประเภท all-you-can-eat ต่างๆ ที่ผู้บริโภครู้สึกว่าคุ้มกับเงินที่จ่าย kasikornresearch.com นอกจากนี้ ผู้บริโภคบางส่วนอาจลดความถี่ในการไปร้านอาหารฟูลเซอร์วิสราคาแพงลง และหันไปเลือกร้านที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายหรือร้านอาหารข้างทางมากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย ความนิยมอาหารข้างทางและร้านดั้งเดิม: ร้านอาหาร Stand Alone ประเภท Street Food หรือร้านอาหารดั้งเดิมที่มีเมนูพื้นฐานราคาไม่สูง ยังคงได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่มร้านเหล่านี้มีความได้เปรียบด้านราคาและความเป็นเอกลักษณ์ ส่งผลให้ในปี 2568 คาดว่ามูลค่าตลาดของร้านอาหารข้างทางจะเติบโตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ถึงประมาณ 4.7% เมื่อเทียบรายปี (มูลค่าประมาณ 261,000 ล้านบาท) ซึ่งสูงกว่ากลุ่มร้านฟูลเซอร์วิสที่เติบโตราว 1.1% และร้านฟาสต์ฟู้ดที่โต ~2.7% การเติบโตของร้านอาหารข้างทางยังได้รับแรงหนุนจากกระแสโซเชียลมีเดียที่ช่วยโปรโมตอาหารสตรีทฟู้ดไทยจนกลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว และผู้บริโภครุ่นใหม่ก็มองหาประสบการณ์แปลกใหม่จากการลองร้านเล็กๆ ที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ บทบาทของเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย: พฤติกรรมการเลือกทานอาหารของผู้บริโภคยุคนี้ได้รับอิทธิพลสูงจากเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มรีวิวอาหาร ผู้คนค้นพบร้านใหม่ ๆ ผ่านการแนะนำบนเฟซบุ๊ก/อินสตาแกรม ตัดสินใจจากรีวิวและเรตติ้งออนไลน์ และติดตามโปรโมชั่นผ่านช่องทางดิจิทัล ผู้ประกอบการร้านอาหาร Stand Alone จำนวนมากจึงลงทุนในการตลาดออนไลน์ สร้างแบรนด์และเรื่องราวของร้านเพื่อดึงดูดลูกค้า รวมถึงนำเสนอเมนูใหม่หรือประสบการณ์แปลกใหม่อยู่เสมอเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีความต้องการซับซ้อนขึ้น (มองหาทั้งความแปลกใหม่ คุณภาพ สุขภาพ และราคาที่สมเหตุสมผลควบคู่กัน) นอกจากนี้ การจองที่นั่งและสั่งอาหารล่วงหน้าผ่านแอป รวมถึงการให้สิทธิพิเศษสมาชิก ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่ร้านอาหารยุคใหม่ใช้เพื่อสร้างความพึงพอใจและความภักดีในกลุ่มลูกค้ายุคดิจิทัล โดยสรุป ผู้บริโภคหลังยุคโควิดมีแนวโน้ม กลับมาใช้บริการหน้าร้านมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงคาดหวังความสะดวกสบายผ่านช่องทางเดลิเวอรีและบริการดิจิทัลต่าง ๆ ร้านอาหาร Stand Alone ที่ประสบความสำเร็จคือร้านที่สามารถปรับตัวนำเทคโนโลยีมาใช้ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ทั้งในด้านคุณภาพ ประสบการณ์ และความคุ้มค่าในการใช้จ่าย แนวโน้มภาพรวม: ธุรกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขยายตัว หรือชะลอตัว? ภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ในช่วงปี 2566–2568 อยู่ในช่วง “ฟื้นตัวและขยายตัว แต่มีสัญญาณชะลอตัวในอัตราการเติบโต” กล่าวคือ หลังจากผ่านภาวะถดถอยในช่วงโควิด ธุรกิจได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2565 และขยายตัวต่อเนื่องในปี 2566–2567 จากแรงหนุนของการบริโภคและท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 อัตราการเติบโตเริ่มชะลอลงเมื่อเปรียบเทียบกับสองปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการก้าวพ้นช่วง rebound แรง และเข้าสู่ภาวะการเติบโตตามปกติที่มีฐานสูงขึ้นและมีปัจจัยท้าทายมากขึ้น หลักฐานสำคัญคือการประมาณการของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่คาดว่า มูลค่าตลาดร้านอาหารปี 2568 จะเติบโตเพียง ~3.0% จากปี 2567 (อยู่ที่ประมาณ 562,000 ล้านบาทสำหรับธุรกิจร้านอาหาร ไม่รวมเครื่องดื่ม) ซึ่งต่ำกว่าปี 2566 ที่คาดว่าเติบโตถึงระดับสองหลัก (ใกล้เคียง 10%+ ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์หลังโควิด) สาเหตุของการชะลอตัวนี้มาจากปัจจัยที่ได้กล่าวไปข้างต้น ได้แก่ เศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นช้า กำลังซื้อผู้บริโภคที่ถูกบั่นทอนด้วยค่าครองชีพสูง และการแข่งขันในธุรกิจที่เข้มข้นขึ้น อีกทั้งแรงหนุนพิเศษในช่วงหลังโควิด (เช่น อุปสงค์คงค้างและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวแรง) กำลังปรับตัวเข้าสู่ระดับปกติ ดังนั้นอัตราเติบโตของรายได้ธุรกิจร้านอาหารจึงลดระดับลงสู่ช่วงเลขหลักเดียวในปี 2568 แม้การเติบโตจะชะลอลง แต่ ธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone โดยรวมยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น ไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอยแต่อย่างใด ยอดขายและจำนวนร้านยังเพิ่มขึ้น เพียงแต่ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับโจทย์ยากขึ้นในการรักษาความสามารถในการทำกำไรและส่วนแบ่งตลาด ดังนี้: ธุรกิจอยู่ในช่วงหลังการฟื้นตัว (post-recovery): ช่วงปี 2565–2566 ถือเป็นระยะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว (boom) หลังปลดล็อกดาวน์ ขณะที่ปี 2567–2568 ธุรกิจก้าวเข้าสู่ระยะหลังการฟื้นตัวที่การเติบโตเริ่มกลับสู่ระดับปกติมากขึ้น แนวโน้มระยะกลางยังเป็นบวกแต่อย่างระมัดระวัง: หลายสำนักวิจัยคาดการณ์ว่าธุรกิจร้านอาหารไทยยังมีช่องว่างเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เช่น วิจัยกรุงศรีคาดว่าอุตสาหกรรมร้านอาหารและเครื่องดื่มไทยปี 2567-2569 จะเติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี จากแรงหนุนการขยายตัวเมือง นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่กลับมาทานนอกบ้านมากขึ้นหลังโควิด อัตราการเติบโตระดับนี้ถือว่าเป็นการขยายตัวในเกณฑ์ปานกลาง (moderate growth) เมื่อเทียบกับช่วงฟื้นตัวแรงของสองปีก่อน สัญญาณเตือนภัยทางธุรกิจ: แม้จำนวนร้านจะเพิ่มขึ้น แต่ร้านอาหารจำนวนมากยังประสบภาวะขาดทุน และบางส่วนต้องปิดกิจการเนื่องจากแข่งขันไม่ไหว ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 ธุรกิจร้านอาหารติดอันดับ Top 3 ธุรกิจที่มีผู้ประกอบการแจ้งปิดกิจการมากที่สุดในประเทศ แสดงถึงความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งขาดสายป่านทางการเงินอาจไม่สามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนสูงและคู่แข่งหนาแน่น โอกาสใหม่ในตลาด: ในขณะที่ตลาดแมสมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการบางส่วนได้มองหาโอกาสในช่องว่างตลาดใหม่ๆ เช่น การเปิดร้านอาหารกลุ่มพรีเมียม/คอนเทมโพรารีที่จับลูกค้ากำลังซื้อสูง ซึ่งยังพอมีพื้นที่ให้เติบโตโดยเลี่ยงการชนกับตลาดแมสโดยตรง อีกทั้งการเติบโตของเดลิเวอรีและคลาวด์คิทเช่น (ครัวกลางทำส่ง) ก็เป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนหน้าร้านและเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น สรุป: ธุรกิจร้านอาหารประเภท Stand Alone ในประเทศไทยช่วงปี 2566–2568 อยู่ในช่วงขาขึ้นหลังการฟื้นตัวจากโควิด โดยปี 2565–2567 เป็นช่วงของการเติบโตสูงจากฐานที่ต่ำและปัจจัยหนุนพิเศษ ส่วนปี 2568 การเติบโตเริ่มชะลอตัวลงสู่ระดับปกติท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ แม้จะไม่ร้อนแรงเช่นช่วงฟื้นตัว แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงเป็นบวกสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ร้านอาหาร Stand Alone ที่บริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีเสริมศักยภาพ และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ย่อมมีโอกาสเติบโตต่อไปได้แม้ในสภาวะที่การแข่งขันสูงและการเติบโตโดยรวมชะลอตัวลง อ้างอิงแหล่งข้อมูล: รายงานนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ศูนย์วิจัยกรุงศรี และข่าววิเคราะห์เศรษฐกิจสำนักต่างๆ เพื่อสะท้อนภาพรวมที่ทันสมัยของธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ณ ปี 2568.