Category Business, Business Insights, Food & Beverage January 7, 2026 รายงานแนวโน้มผลประกอบการร้านอาหาร Street Food โดย ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ Thailand Restaurant and Street Food Stand Alone (พ.ศ. 2566–2568) Contents รายงานแนวโน้มผลประกอบการร้านอาหารประเภท Street Food. 1 อัตราการเติบโตของรายได้และจำนวนร้านอาหาร Stand Alone. 2 ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone. 3 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคต่อธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone. 4 แนวโน้มภาพรวม: ธุรกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขยายตัว หรือชะลอตัว? 6 สภาวะธุรกิจอาหารประเภท Steet Food. 9 ขนาดตลาดและอัตราการเติบโต ร้านอาหารเครื่องดื่ม. 10 จำนวนผู้ประกอบการและพฤติกรรมผู้บริโภค. 10 ปัจจัยเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบ. 11 เมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยม. 13 ขนาดตลาดของสตรีทฟู้ด. 14 การวิเคราะห์ความนิยมของร้านอาหารสตรีทฟู้ดหลัก 5 ประเภท. 14 การจัดอันดับความนิยม. 15 ปัจจัยเชิงเศรษฐศาสตร์. 16 แผนภาพการเปรียบเทียบความนิยม. 16 ตัวชี้วัด “การถูกนำเสนอ/ความนิยมออนไลน์”: 18 วิเคราะห์เชิงคุณภาพ & อ้างอิงสำคัญ.. 19 Foodpanda รายงานสถิติปี 2024 โดยแยกเป็น Top 15 อาหารที่สั่งมากที่สุด และ Top 15 ที่มีการค้นหามากที่สุด. 21 รายงานแนวโน้มผลประกอบการร้านอาหารประเภท Street Food Thailand Restaurant and Street Food Stand Alone (พ.ศ. 2566–2568) ธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone หมายถึงร้านอาหารที่ตั้งอยู่โดยอิสระ ไม่ได้อยู่ภายในศูนย์การค้า หรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนหลักของธุรกิจร้านอาหารไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีร้านอาหารกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ 6.8 แสนร้าน (ข้อมูลปี 2566) ส่วนใหญ่เป็นร้านขนาดกลางและเล็กที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบการไทย ในช่วงสามปีที่ผ่านมา (2566–2568) ธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone เผชิญทั้งโอกาสจากการฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19 และความท้าทาย จากเศรษฐกิจ ต้นทุน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รายงานนี้จะวิเคราะห์แนวโน้มผลประกอบการ ของธุรกิจดังกล่าว โดยครอบคลุม 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) การเติบโตของรายได้และจำนวนร้าน (2) ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อธุรกิจ (3) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค (4) ภาพรวมแนวโน้มว่าธุรกิจกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขยายตัว หรือชะลอตัว 1. อัตราการเติบโตของรายได้และจำนวนร้านอาหาร Stand Alone ธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ของไทยมีการเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงปี 2565–2567 อันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวหลังการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 รายได้รวมธุรกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง: ปี 2565 รายได้รวมของนิติบุคคลธุรกิจร้านอาหารอยู่ที่ 244,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปี 2564 และปี 2566 รายได้รวมเพิ่มเป็น 314,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.4% จากปี 2565 ซึ่งสะท้อนการกลับมาจับจ่ายของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด จำนวนร้านอาหารเพิ่มขึ้นรวดเร็ว: ในปี 2566 มีร้านอาหารเปิดใหม่ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นถึง 6% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ปัจจุบันไทยมีร้านอาหารรวมประมาณ 680,000 ร้าน กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลคิดเป็นราว 24% ของทั้งหมด แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นถึงการขยายตัว ด้านจำนวนผู้เล่นในตลาดร้านอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ผู้ประกอบการรายใหม่และเอสเอ็มอีเป็นกำลังหลัก: ร้านอาหารส่วนใหญ่กว่า 98% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs)[3][4] สะท้อนว่าการเติบโตของจำนวนร้านส่วนใหญ่มาจากผู้ประกอบการ อิสระรายย่อย ทั้งนี้จังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ (เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี) เป็นพื้นที่ที่มีการจัดตั้งร้านอาหารใหม่สูงสุดตามข้อมูลปี 2566–2567 จากตัวเลขข้างต้น จะเห็นได้ว่าร้านอาหาร Stand Alone โดยรวมผ่านพ้นช่วงตกต่ำในยุคโควิดและกลับมาเติบโตทั้งด้านรายได้และจำนวนร้านอย่างแข็งแกร่งในช่วงปี 2565–2567 อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของจำนวนร้านก็นำมาซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาด ซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนถัดไป 2. ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจในช่วงสามปีที่ผ่านมาได้ส่งผลทั้งด้านบวกและลบต่อผลประกอบการของร้าน อาหาร Stand Alone ปัจจัยสำคัญได้แก่: ภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนพุ่งสูง: ในช่วงปี 2565–2566 ประเทศไทยเผชิญกับเงินเฟ้อระดับสูง ทำให้ราคาวัตถุดิบอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู ไข่ไก่ รวมถึง วัตถุดิบนำเข้าอย่างนม เนย ชีส และแป้งสาลี ที่แม้บางรายการจะปรับลดลงบ้างในช่วงต้นปี 2568 แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงและผันผวน นอกจากนี้ ค่าสาธารณูปโภคและค่าเช่า ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนดำเนินการโดยรวมของร้านอาหารปรับตัวสูงขึ้นมาก ร้านอาหารหลายแห่ง จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาอาหารเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลระบุว่า ราคาอาหารเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น ~5.7% ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกราว 2% ในปี 2567 สถานการณ์ต้นทุนสูงนี้สร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ค่าแรงงานที่ปรับสูงขึ้น: ต้นทุนด้านค่าแรงคิดเป็นราว 15% ของต้นทุนทั้งหมดของธุรกิจร้านอาหาร ในช่วงปี 2565–2568 มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในหลายพื้นที่ และคาดการณ์ว่าจะมี การปรับ เพิ่มขึ้นอีกตามนโยบายรัฐบาลใหม่ในอนาคตอันใกล้ ทำให้ภาระต้นทุนค่าจ้างแรงงานของ ร้านอาหาร สูงขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจัยนี้กระทบหนักต่อร้านอาหาร Stand Alone โดยเฉพาะรายเล็ก ที่ต้นทุนแรงงาน เป็นสัดส่วนสูง และยิ่งทำให้การรักษากำไรทำได้ยากขึ้น กำลังซื้อผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม: แม้ว่าภาคการบริโภคภาคเอกชนจะฟื้นตัวหลังโควิด แต่ กำลังซื้อของผู้บริโภคจำนวนมากยังเปราะบางจากค่าครองชีพที่สูง ให้รายได้ธุรกิจร้านอาหาร บางส่วน ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ผู้บริโภคระดับกลาง-ล่างระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลาง ค่าอาหาร และ ค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ ที่แพงขึ้น ปัจจัยนี้ส่งผลให้ร้านอาหารหลายแห่ง (โดยเฉพาะกลุ่ม ราคาแพง หรือฟูลเซอร์วิส) ต้องเผชิญกับยอดขายที่ยังไม่กลับมาเท่าระดับก่อนโควิด ส่งผลให้ ผู้ประกอบการ ร้านอาหารส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะขาดทุน หรือมีกำไรต่ำ แม้รายได้รวม ทั้งอุตสาหกรรม จะเติบโตก็ตาม การท่องเที่ยวฟื้นตัวแต่มีความเสี่ยง: การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังเปิดประเทศ เป็นแรงหนุนสำคัญให้ธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะร้าน Stand Alone ในเมืองท่องเที่ยวหลัก ช่วงปี 2565–2567 จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นยอดขายร้านอาหารในจังหวัด ท่องเที่ยว (ข้อมูล DBD ระบุรายได้ธุรกิจร้านอาหารใน 5 จังหวัดท่องเที่ยวหลักสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ) อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 มีความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจขยายตัว ไม่มากอย่างที่คาดไว้เดิม เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว (เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังฟื้นไม่เต็มที่) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดคาดการณ์มูลค่าตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มปี 2568 ลงเหลือ 646,000 ล้านบาท (โตเพียง 2.8%) จากเดิมที่คาดโต 4.6% เนื่องจากแนวโน้ม เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวและ ความไม่แน่นอนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ การแข่งขันที่รุนแรงและผู้เล่นรายใหญ่รุกตลาด: การที่จำนวนร้านอาหารเพิ่มขึ้นมากหลังโควิด ทำให้การแข่งขัน ในธุรกิจนี้ทวีความเข้มข้น ผู้เล่นรายใหญ่และเชนร้านอาหารขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนักลงทุนต่างชาติ (โดยเฉพาะทุนจีน) เข้ามาลงทุนในธุรกิจร้านอาหารไทยมากขึ้น ส่งผลให้ ส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่รายเล็กเผชิญแรงบีบจากทั้งต้นทุน และการแย่งลูกค้าโดยคู่แข่งที่มีกำลังทุนสูงกว่า สภาพการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ ถือเป็นปัจจัยลบต่อผู้ประกอบการ Stand Alone รายย่อยที่อาจขาดความได้เปรียบด้านเงินทุน และการตลาด. สรุป ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค (เงินเฟ้อ, ต้นทุนวัตถุดิบ, ค่าแรง, กำลังซื้อ) และปัจจัยเชิงอุตสาหกรรม (การแข่งขันและโครงสร้างผู้เล่น) ล้วนส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด และปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้ยืดหยุ่น เพื่อความอยู่รอดและรักษาความสามารถในการทำกำไร 3. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคต่อธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone พฤติกรรมการบริโภคอาหารนอกบ้านของคนไทยในช่วงหลังโควิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร Stand Alone จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อแนวโน้มเหล่านี้ ประเด็นสำคัญ ได้แก่: การกลับมานิยมรับประทานที่ร้าน (Dine-in): หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ผู้บริโภคจำนวนมาก หันกลับมาทานอาหาร นอกบ้านที่ร้านมากขึ้นอีกครั้ง ทั้งจากความอัดอั้นที่สะสมในช่วงล็อกดาวน์ และการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศเต็มรูปแบบ การสำรวจในปี 2566 พบว่าผู้ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรี เกือบครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 48%) มีแนวโน้มจะสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี ลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากสามารถออกไปกินข้าวที่ร้านได้ตามปกติแล้ว ช่วงปี 2566–2567 จึงเห็นยอดออเดอร์ Food Delivery โดยรวมเริ่มหดตัวลงเล็กน้อย ธุรกิจเดลิเวอรีอาหารปี 2566 มีมูลค่าราว 87,000 ล้านบาท หดตัว 0.6% จากปีก่อน และคาดว่าในปี 2567 มูลค่าจะอยู่ที่ประมาณ 86,000 ล้านบาท (-1.0%) แนวโน้มนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคกลับมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ทานอาหารที่ร้านมากขึ้น แม้บริการเดลิเวอรียังเป็นที่นิยมอยู่ก็ตาม บทบาทของบริการเดลิเวอรี (Food Delivery): แม้จำนวนการสั่งอาหารผ่านแอปจะชะลอตัว ลงหลังโควิด แต่ช่องทาง เดลิเวอรียังคง มีความสำคัญ อย่างยิ่งต่อธุรกิจร้านอาหารยุคใหม่ ปัจจุบันผู้บริโภคคุ้นเคยกับความสะดวกสบายในการสั่งอาหาร ออนไลน์ ร้านอาหาร Stand Alone ส่วนใหญ่ จึงต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มช่องทางขายผ่านเดลิเวอรี ควบคู่ไปกับหน้าร้าน ผู้ประกอบการ ไทยปรับตัวได้อย่างชัดเจน เช่น การเข้าร่วมแพลตฟอร์มส่งอาหาร การรับออร์เดอร์ล่วงหน้า ให้ลูกค้ามารับเองที่ร้าน และการใช้แอปฯ จองคิวเพื่อบริหารที่นั่ง ลดความ แออัดอย่างไรก็ดี การแข่งขันด้านโปรโมชั่นของแอปเดลิเวอรีเริ่มลดลงเมื่อผู้ให้บริการเน้นทำกำไร ทำให้ค่าใช้จ่ายผ่าน แอปสูงขึ้น (ค่าคอมมิชชั่น GP ~30% และค่าส่งที่มีส่วนลดน้อยลง) ผู้บริโภค จึงเลือกใช้เดลิเวอรี ในกรณีจำเป็น เช่น ช่วงเวลาเร่งด่วนหรือวันที่ต้องทำงานจากบ้าน เป็นต้น ธุรกิจ ร้านอาหารที่ พึ่งพาช่องทางเดลิเวอรีในสัดส่วนสูง (เช่น ร้านอาหารข้างทางและฟาสต์ฟู้ด) ยังจำเป็น ต้องรักษา ช่องทางนี้ไว้ เนื่องจากยังมีฐานลูกค้าที่ต้องการความสะดวกอยู่จำนวนมาก และเดลิเวอรียังช่วย เข้าถึง ลูกค้านอกพื้นที่หน้าร้านได้ การใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวและความคุ้มค่า: จากภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาอาหารปรับสูงขึ้น ผู้บริโภคจึง ต้องจ่ายมากขึ้นต่อมื้อเมื่อกินนอกบ้าน โดยข้อมูลระบุว่าปี 2567 ค่าใช้จ่ายต่อการสั่งอาหารเฉลี่ย ประมาณ 185 บาท/ครั้ง ปรับเพิ่มขึ้น ~2.8% จากปี 2566 อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจำนวนมาก ตระหนักถึงงบประมาณที่จำกัด ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่าย มีการปรับตัว “ฉลาดเลือกและเน้น ความคุ้มค่า” มากขึ้น ตัวอย่างเช่น บุฟเฟ่ต์ ยังคงได้รับความนิยม ในกลุ่ม ลูกค้าที่อยากได้ความคุ้ม (จ่ายราคาเดียวแต่ได้ทานไม่จำกัด) รวมถึงร้านอาหารประเภท all-you-can-eat ต่างๆ ที่ผู้บริโภค รู้สึกว่าคุ้มกับเงินที่จ่าย[17] นอกจากนี้ ผู้บริโภคบางส่วนอาจลดความถี่ในการไป ร้านอาหารฟูลเซอร์วิสราคาแพงลง และหันไปเลือกร้านที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายหรือ ร้านอาหารข้างทางมากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย ความนิยมอาหารข้างทางและร้านดั้งเดิม: ร้านอาหาร Stand Alone ประเภท Street Food หรือ ร้านอาหารดั้งเดิมที่มีเมนูพื้นฐานราคาไม่สูง ยังคงได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากคนไทยและ นักท่องเที่ยว ต่างชาติ กลุ่มร้านเหล่านี้มีความได้เปรียบด้านราคาและความเป็นเอกลักษณ์ ส่งผลให้ ในปี 2568 คาดว่ามูลค่าตลาดของร้านอาหารข้างทางจะเติบโตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ถึงประมาณ 7% เมื่อเทียบรายปี (มูลค่าประมาณ 261,000 ล้านบาท) ซึ่งสูงกว่ากลุ่มร้านฟูลเซอร์วิสที่เติบโตราว 1.1% และร้านฟาสต์ฟู้ดที่โต ~2.7% การเติบโตของร้านอาหารข้างทางยังได้รับแรงหนุนจากกระแส โซเชียลมีเดียที่ช่วยโปรโมตอาหารสตรีทฟู้ดไทยจนกลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว และผู้บริโภค รุ่นใหม่ ก็มองหาประสบการณ์แปลกใหม่ จากการลองร้านเล็กๆ ที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ บทบาทของเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย: พฤติกรรมการเลือกทานอาหารของผู้บริโภค ยุคนี้ได้รับอิทธิพลสูงจากเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มรีวิวอาหาร ผู้คนค้นพบร้านใหม่ ๆ ผ่านการแนะนำบนเฟซบุ๊ก/อินสตาแกรม ตัดสินใจจากรีวิวและเรตติ้งออนไลน์ และติดตาม โปรโมชั่นผ่านช่องทางดิจิทัล ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร Stand Alone จำนวนมาก จึงลงทุน ในการตลาดออนไลน์ สร้างแบรนด์และ เรื่องราวของร้านเพื่อดึงดูดลูกค้า รวมถึงนำเสนอเมนูใหม่ หรือประสบการณ์แปลกใหม่อยู่เสมอเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ที่มีความต้องการซับซ้อนขึ้น (มองหาทั้งความแปลกใหม่ คุณภาพ สุขภาพ และราคาที่สมเหตุสมผล ควบคู่กัน) นอกจากนี้ การจองที่นั่งและสั่งอาหารล่วงหน้าผ่านแอป รวมถึงการให้สิทธิพิเศ ษสมาชิก ล้วนเป็นกลยุทธ์ ที่ร้านอาหารยุคใหม่ใช้ เพื่อสร้างความพึงพอใจและความภักดี ในกลุ่มลูกค้ายุคดิจิทัล สรุป ผู้บริโภคหลังยุคโควิดมีแนวโน้ม กลับมาใช้บริการหน้าร้านมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังคง คาดหวัง ความสะดวกสบายผ่านช่องทางเดลิเวอรีและบริการดิจิทัลต่าง ๆ ร้านอาหาร Stand Alone ที่ประสบ ความสำเร็จ คือร้านที่สามารถปรับตัวนำเทคโนโลยีมาใช้ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ทั้งในด้านคุณภาพ ประสบการณ์ และความคุ้มค่าในการใช้จ่าย 4. แนวโน้มภาพรวม: ธุรกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขยายตัว หรือชะลอตัว? ภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ในช่วงปี 2566–2568 อยู่ในช่วง “ฟื้นตัวและขยายตัว แต่มีสัญญาณชะลอตัวในอัตราการเติบโต” กล่าวคือ หลังจากผ่านภาวะถดถอยในช่วงโควิด ธุรกิจได้ฟื้นตัว อย่างแข็งแกร่งในปี 2565 และขยายตัวต่อเนื่องในปี 2566–2567 จากแรงหนุนของการบริโภคและท่องเที่ยว ที่กลับมาคึกคัก แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 อัตราการเติบโตเริ่มชะลอลงเมื่อเปรียบเทียบกับสองปีก่อนหน้า สะท้อน ถึงการก้าวพ้นช่วง rebound แรง และเข้าสู่ภาวะการเติบโตตามปกติที่มีฐานสูงขึ้นและมีปัจจัยท้าทายมากขึ้น หลักฐานสำคัญคือการประมาณการของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่คาดว่า มูลค่าตลาดร้านอาหารปี 2568 จะเติบโตเพียง ~3.0% จากปี 2567 (อยู่ที่ประมาณ 562,000 ล้านบาทสำหรับธุรกิจร้านอาหาร ไม่รวม เครื่องดื่ม) ซึ่งต่ำกว่าปี 2566 ที่คาดว่าเติบโตถึงระดับสองหลัก (ใกล้เคียง 10%+ ตามการฟื้นตัวของ อุปสงค์หลังโควิด) สาเหตุของการชะลอตัวนี้มาจากปัจจัยที่ได้กล่าวไปข้างต้น ได้แก่ เศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นช้า กำลังซื้อผู้บริโภคที่ถูกบั่นทอนด้วยค่าครองชีพสูง และการแข่งขันในธุรกิจที่เข้มข้นขึ้น อีกทั้งแรงหนุนพิเศษ ในช่วงหลังโควิด (เช่น อุปสงค์คงค้างและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวแรง) กำลังปรับตัวเข้าสู่ระดับปกติ ดังนั้นอัตราเติบโต ของรายได้ ธุรกิจร้านอาหาร จึงลดระดับลงสู่ช่วงเลขหลักเดียวในปี 2568 แม้การเติบโต จะชะลอลง แต่ธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone โดยรวมยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น ไม่ได้อยู่ใน ภาวะ ถดถอยแต่อย่างใด ยอดขายและจำนวนร้านยังเพิ่มขึ้น เพียงแต่ผู้ประกอบการ ต้องเผชิญกับโจทย์ยากขึ้น ในการรักษาความสามารถในการทำกำไรและส่วนแบ่งตลาด ดังนี้ ธุรกิจอยู่ในช่วงหลังการฟื้นตัว (post-recovery): ช่วงปี 2565–2566 ถือเป็นระยะฟื้นตัวอย่าง รวดเร็ว (boom) หลังปลดล็อกดาวน์ ขณะที่ปี 2567–2568 ธุรกิจก้าวเข้าสู่ระยะหลังการฟื้นตัว ที่การเติบโตเริ่มกลับสู่ระดับปกติมากขึ้น แนวโน้มระยะกลางยังเป็นบวกแต่อย่างระมัดระวัง: หลายสำนักวิจัยคาดการณ์ว่าธุรกิจร้านอาหาร ไทย ยังมีช่องว่างเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เช่น วิจัยกรุงศรีคาดว่าอุตสาหกรรม ร้านอาหารและเครื่องดื่มไทยปี 2567-2569 จะเติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี จากแรงหนุนการ ขยายตัวเมือง นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่กลับมาทานนอกบ้านมากขึ้นหลังโควิด อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตระดับนี้ถือว่าเป็นการขยายตัวในเกณฑ์ปานกลาง (moderate growth) เมื่อเทียบกับช่วงฟื้นตัวแรงของสองปีก่อน สัญญาณเตือนภัยทางธุรกิจ: แม้จำนวนร้านจะเพิ่มขึ้น แต่ร้านอาหารจำนวนมากยังประสบภาวะ ขาดทุน และบางส่วนต้องปิดกิจการเนื่องจากแข่งขันไม่ไหว ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 ธุรกิจ ร้านอาหารติดอันดับ Top 3 ธุรกิจที่มีผู้ประกอบการแจ้งปิดกิจการมากที่สุดในประเทศ แสดงถึง ความเสี่ยง ผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งขาดสายป่านทางการเงิน อาจไม่สามารถอยู่รอดได้ ในสภาพ แวดล้อมที่ต้นทุนสูงและคู่แข่งหนาแน่น โอกาสใหม่ในตลาด: ในขณะที่ตลาดแมสมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการบางส่วนได้มองหาโอกาส ในช่องว่างตลาดใหม่ๆ เช่น การเปิดร้านอาหารกลุ่มพรีเมียม/คอนเทมโพรารีที่จับลูกค้ากำลังซื้อสูง ซึ่งยังพอมีพื้นที่ให้เติบโตโดยเลี่ยงการชนกับตลาดแมสโดยตรง อีกทั้งการเติบโตของเดลิเวอรี และคลาวด์คิทเช่น (ครัวกลางทำส่ง) ก็เป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนหน้าร้านและเข้าถึง ลูกค้าได้กว้างขึ้น สรุป: ธุรกิจร้านอาหารประเภท Stand Alone ในประเทศไทยช่วงปี 2566–2568 อยู่ในช่วงขาขึ้น หลังการฟื้นตัว จากโควิด โดยปี 2565–2567 เป็นช่วงของการเติบโตสูงจากฐานที่ต่ำและปัจจัยหนุนพิเศษ ส่วนปี 2568 การเติบโตเริ่มชะลอตัวลงสู่ระดับปกติท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ แม้จะไม่ร้อนแรง เช่นช่วงฟื้นตัว แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงเป็นบวกสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้ทัน กับการ เปลี่ยนแปลงของตลาด ร้านอาหาร Stand Alone ที่บริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยี เสริมศักยภาพ และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ย่อมมีโอกาสเติบโตต่อไปได้แม้ในสภาวะที่การ แข่งขันสูง และการเติบโตโดยรวมชะลอตัวลง อ้างอิงแหล่งข้อมูล รายงานนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ศูนย์วิจัยกรุงศรี และข่าววิเคราะห์เศรษฐกิจสำนักต่าง ๆ เพื่อสะท้อนภาพรวมที่ทันสมัยของธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ณ ปี 2568. ธุรกิจร้านอาหารไทย แข่งเดือด 6.8 แสนร้าน เปิดใหม่พุ่ง! แต่ไปต่อไม่ง่าย ต้นทุนสูง-รายได้ไม่ฟื้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังพันธมิตร เสริมแกร่ง ‘ธุรกิจร้านอาหารไทย’รายได้รวมปี ‘66 ทะลุ 3.14 แสนล้านบาท กำไรรวมแตะ 9.60 พันล้านบาท ธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มปี 2568 คาดโตแค่ 2.8% เศรษฐกิจซบกระทบการใช้จ่าย ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเสี่ยงไม่โต - ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สั่งอาหารผ่าน Food Delivery ลดลง คนกลับไปกินข้าวนอกบ้าน-ราคาปรับสูง | เดลินิวส์ แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม | ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม | ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สภาวะธุรกิจอาหารประเภท Steet Food ในช่วงสามปีที่ผ่านมา (2566–2568) ธุรกิจร้านอาหารแบบ Stand Alone ซึ่งเป็นร้านที่ตั้งอยู่นอกศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า กลายเป็นจุดสนใจของอุตสาหกรรมอาหารไทย เพราะเป็นสัดส่วนใหญ่ของตลาด และมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าแข่งขันอย่างคึกคัก หลังโควิด-19 ผ่านพ้นไปผู้บริโภคกลับมาใช้บริการนั่งทานที่ร้านมากขึ้นพร้อมกับการฟื้นตัวของท่องเที่ยว ทำให้รายได้ของนิติบุคคลร้านอาหารเพิ่มจาก 244,577 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 314,055 ล้านบาทในปี 2566 และจำนวนร้านอาหารเปิดใหม่พุ่งขึ้นถึง 13.6% จนทำให้ไทยมีร้านอาหารราว 6.8 แสนร้าน ซึ่งราว 24% กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล. การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการ SMEs ที่คิดเป็นกว่า 98% ของธุรกิจทั้งหมด แต่จำนวนร้านที่เพิ่มขึ้นกลับทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรง และผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนสูงจนอยู่ในภาวะขาดทุน ปัจจัยเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาเป็นแรงกดดันหลักของอุตสาหกรรม ร้านอาหารต้องเผชิบ เงินเฟ้อและต้นทุนวัตถุดิบ ที่พุ่งสูง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู ไข่ไก่ วัตถุดิบนำเข้า และค่าสาธารณูปโภค ต่างปรับขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับ ค่าแรงงาน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามนโยบายรัฐ ส่งผลให้ร้านอาหารหลายแห่งต้องขึ้นราคาอาหาร แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวช้าและไม่อาจรับภาระได้เต็มที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงประเมินว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มจะอยู่ที่ 646,000 ล้านบาท เติบโตเพียง 2.8% จากปี 2567 ส่วนเฉพาะร้านอาหารคาดว่ามูลค่าตลาดจะอยู่ที่ 562,000 ล้านบาท โต 3.0% การปรับลดประมาณการนี้สะท้อนผลของเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวอย่างระมัดระวังและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เสี่ยงไม่เติบโตตามคาด อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของกรุงศรีมองว่าอุตสาหกรรมร้านอาหารและเครื่องดื่มในช่วงปี 2567–2569 จะยังเติบโตเฉลี่ย 4–5% ต่อปี ด้วยแรงหนุนจาก GDP ภายในประเทศที่ทยอยฟื้น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่กลับมาทานอาหารในร้านมากขึ้น. พฤติกรรมผู้บริโภคหลังโควิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ผู้คนกลับมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์นั่งทานในร้านและหันไปสั่งอาหารผ่านแอปเดลิเวอรีลดลง แต่ เดลิเวอรี ก็ยังคงเป็นช่องทางสำคัญสำหรับหลายร้าน ในภาวะค่าครองชีพสูง ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อมากขึ้นบนฐาน “ความคุ้มค่า” ทำให้ร้านบุฟเฟ่ต์และร้านอาหารแบบ all‑you‑can‑eat ยังได้รับความนิยม ในขณะที่ ร้านสตรีทฟู้ดและร้านดั้งเดิม มีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุด เพราะราคาไม่สูงและมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้กระแส อาหารเพื่อสุขภาพ เช่น เมนูที่มีสมุนไพร ฟิวชั่น และสินค้าจากพืช (Plant‑Based) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคใช้สื่อโซเชียลมีเดียเพื่อค้นหารีวิวและโปรโมชั่น จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องลงทุนทำการตลาดออนไลน์และใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการบริหารจัดการร้าน แม้แนวโน้มโดยรวมจะชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงฟื้นตัวหลังโควิด แต่ยังมีสัญญาณบวก กระทรวงพาณิชย์คาดว่าธุรกิจร้านอาหารไทยปี 2568 จะเติบโต ประมาณ 5% และมูลค่าตลาดทะลุ 5 แสนล้านบาท การสนับสนุนของภาครัฐ การฟื้นตัวของท่องเที่ยวและบทบาทของอาหารไทยในฐานะ Soft Power ทำให้การจดทะเบียนร้านใหม่ยังคงเพิ่มขึ้น โดย ณ วันที่ 31 มกราคม 2568 มีนิติบุคคลร้านอาหาร 25,883 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 141,264 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น การแข่งขันที่ดุเดือด และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การปรับตัวด้วยการควบคุมต้นทุน ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และพัฒนาเมนูที่ตอบสนองกระแสสุขภาพ พร้อมกับการทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย จะเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ในอนาคต. ขนาดตลาดและอัตราการเติบโต ร้านอาหารเครื่องดื่ม รายงานวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่สื่อกรุงเทพธุรกิจอ้างอิงระบุว่าปี 2568 ตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มของไทยจะมีมูลค่าราว 657,000 ล้านบาท เติบโต 4.6 % จากปีก่อนโดยธุรกิจร้านอาหารเองคิดเป็น 572,000 ล้านบาท และร้านอาหารข้างทาง (Street Food) มีอัตราเติบโตสูงสุดที่ 6.8 % เนื่องจากราคาเข้าถึงง่ายและเป็นเมนูพื้นฐานที่ได้รับความนิยมจากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว จนมูลค่าตลาดเฉพาะสตรีทฟู้ดในปี 2568 น่าจะอยู่ราว 300,000 ล้านบาท (เติบโตต่ำกว่า 10 %). การเติบโตดังกล่าวสอดรับกับข้อมูลปี 2565 จาก Marketeer Online ซึ่งพบว่ามูลค่าร้านอาหาร Street Food ที่มีหน้าร้านอยู่ที่ 180,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 184,000–186,000 ล้านบาท ในปี 2565 ส่วนร้านอาหารแบบบริการเต็มรูปแบบ (Full Service) มีมูลค่า 119,000 ล้านบาท ในปีเดียวกัน และคาดว่าจะโตขึ้นเป็น 131,000–142,000 ล้านบาท ขณะที่ร้านอาหารแบบบริการจำกัด (Limited Service) มีมูลค่า 64,000–68,000 ล้านบาท สัดส่วนเหล่านี้ชี้ว่า Street Food เป็นเซ็กเมนต์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในตลาดร้านอาหารด้วยจำนวนร้านที่กระจายอยู่ทั่วไป กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยว่าประเทศไทยมีร้านอาหารและเครื่องดื่มราว 690,000 ร้าน หรือประมาณ 9.6 ร้านต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยและร้านสตรีทฟู้ด จำนวนผู้ประกอบการและพฤติกรรมผู้บริโภค ข้อมูลจากวิกิพีเดียสะท้อนภาพรวมช่วงปี 2560–2561 ว่าไทยมีผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดประมาณ 103,000 ราย คิดเป็น 69 % ของผู้ประกอบการธุรกิจอาหารทั้งหมด และสร้างรายได้รวมราว 270,000 ล้านบาท ในกรุงเทพฯ เพียงเมืองเดียวมีแผงสตรีทฟู้ดราว 160,000 แห่ง ความนิยมสตรีทฟู้ดเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเมืองและการท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวใช้บริการร้านริมทางเป็นประจำ กสิกรไทยระบุว่ากลุ่มลูกค้า “solo dining” หรือการกินคนเดียวก็ขยายตัว ทำให้ร้านอาหารทั้งเชนใหญ่และสตรีทฟู้ดต้องปรับรูปแบบให้รองรับลูกค้าคนเดียว นอกจากนี้ โปรแกรมคนละครึ่งของรัฐและช่องทางฟู้ดเดลิเวอรีช่วยให้ร้าน Street Food มีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น แนวโน้มนี้ส่งเสริมสตรีทฟู้ดแม้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ปัจจัยเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบ ธุรกิจร้านอาหารโดยรวมต้องเผชิญกับ ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูง ทั้งเนื้อหมู ไข่ นม เนย และค่าสาธารณูปโภค ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาขายและกำไรหดตัว ขณะเดียวกัน ค่าแรงขั้นต่ำ ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องก็เป็นภาระต้นทุนหลักของร้านอาหารข้างทางเพราะใช้แรงงานคนมาก ผู้บริโภคเองตัดสินใจอย่างระมัดระวัง ทำให้การเติบโตของตลาดร้านอาหารโดยรวมอยู่ในระดับเลขหลักเดียว ถึงแม้สตรีทฟู้ดจะยังเติบโตสูงกว่ากลุ่มอื่น การแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้นเพราะมีร้านเปิดใหม่จำนวนมากและแบรนด์เชนใหญ่ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องปรับปรุงคุณภาพและควบคุมต้นทุนเพื่อความอยู่รอด สัญญาณหนึ่งของการแข่งขันคือแผนการขยายสาขาของแฟรนไชส์ “ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว” จากกว่า 4,500 แห่งเป็น 6,000 แห่งในอีก 2–3 ปี ขณะที่ธุรกิจฟูลเซอร์วิสและลิมิเต็ดเซอร์วิสมีอัตราการเติบโตน้อยกว่า ทำให้ตลาดสตรีทฟู้ดยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้เล่นใหม่ แม้ว่ามูลค่าตลาดและจำนวนร้านสตรีทฟู้ดจะถูกศึกษาอย่างละเอียด แต่ข้อมูลเชิงปริมาณที่บอกถึง ความถี่ในการรับประทานเมนูเฉพาะ ของคนไทยยังมีน้อยมากและมักอยู่ในรายงานวิจัยเฉพาะทางที่เข้าถึงยาก จึงไม่พบสถิติที่ระบุอย่างชัดเจนว่าคนไทยกิน “ข้าวมันไก่” หรือ “บะหมี่” เฉลี่ยกี่ครั้งต่อสัปดาห์ในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ จากข้อมูลที่มีอยู่พอจะสรุปได้ดังนี้ การบริโภคสตรีทฟู้ดเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน – ประเทศไทยมีร้านสตรีทฟู้ดประมาณ 103,000 รายทั่วประเทศ และเฉพาะกรุงเทพฯ ก็มีราว 160,000 แผงขาย ขนาดตลาดสตรีทฟู้ดอยู่ที่หลายแสนล้านบาทต่อปี และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจำนวนร้านและมูลค่าตลาดนี้สะท้อนว่าคนไทยซื้ออาหารริมทางเป็นประจำในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้าหรือมื้อกลางวัน เมนูเส้นและข้าวราดแกงถูกบริโภคบ่อยที่สุด – สื่อด้านอาหารระบุว่าก๋วยเตี๋ยวเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของไทย และมีร้านก๋วยเตี๋ยวกระจายอยู่แทบทุกมุมเมือง ทำให้คนสามารถกินได้ง่ายและสะดวกทั้งในเมืองและชนบท ส่วนข้าวแกงเป็นอาหารพื้นฐานที่คนไทยนิยมเพราะเลือกกับข้าวได้หลายอย่างและอิ่มท้อง จึงพบได้ทั่วไปในตลาดและร้านตามสั่ง เมนูอื่นอย่างข้าวมันไก่และข้าวหมูแดงอยู่ในกลุ่ม “กลาง” – ข้าวมันไก่เป็นเมนูยอดนิยมที่หากินได้ง่ายและกินได้ทุกมื้อ แต่ราคาต่อจานสูงกว่าเมนูเส้น จึงเป็นอาหารที่คนเมืองซื้อมากกว่าคนนอกเมือง ข้าวหมูแดง/หมูกรอบมีขายทั้งในตลาด ศูนย์อาหารและร้านข้างทาง ความนิยมอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับเมนูเส้น การขาดข้อมูลความถี่ที่ชัดเจน – การค้นหาข้อมูลในแหล่งข่าวและงานวิจัยหลายฉบับไม่พบรายงานสถิติว่าคนไทยกินเมนูแต่ละประเภทบ่อยแค่ไหนมีเพียงงานสำรวจบางชิ้นของหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่กล่าวว่าประมาณ 30 % ของผู้ตอบแบบสอบถามซื้ออาหารริมทาง 4–6 ครั้งต่อสัปดาห์ และราว 27 % ซื้อทุกวัน (ส่วนใหญ่เป็นอาหารปิ้งย่างและอาหารตามสั่ง) แต่รายงานดังกล่าวไม่ได้แยกตามเมนูและยังไม่สามารถตรวจสอบได้โดยตรง จึงต้องถือว่าเป็นข้อมูลอ้างอิงเบื้องต้น จากข้อมูลข้างต้น จึงสามารถ คาดการณ์แนวโน้มการบริโภค ได้ดังนี้ (เป็นการประเมินโดยอาศัยความนิยมและความสะดวกของแต่ละเมนู ไม่ใช่สถิติจริง) ในเขตเมือง เมนูก๋วยเตี๋ยวครองอันดับหนึ่งโดยคาดว่าคนเมืองกิน 5 ชามต่อสัปดาห์ รองลงมาคือข้าวมันไก่และข้าวแกงราว 3 มื้อต่อสัปดาห์ ส่วนข้าวหมูแดงและบะหมี่ไข่กินน้อยลงตามลำดับ ในต่างจังหวัด ข้าวแกงน่าจะถูกบริโภคบ่อยที่สุด (ประมาณ 5 มื้อต่อสัปดาห์) เพราะเป็นอาหารประจำท้องถิ่น ราคาย่อมเยา รองลงมาคือก๋วยเตี๋ยว 4 ครั้งต่อสัปดาห์ และเมนูอื่นๆ อยู่ที่ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ แผนภาพต่อไปนี้แสดงการประมาณความถี่ในการบริโภคเมนูแต่ละประเภทระหว่างคนเมืองกับคนนอกเมืองตามการคาดการณ์นี้ ซึ่งช่วยให้เห็นภาพรวมของความนิยมแม้จะไม่มีข้อมูลเชิงสถิติที่แน่ชัด: สรุป: ปัจจุบันยังไม่มีฐานข้อมูลสาธารณะใดที่รายงานความถี่ในการบริโภค “ข้าวมันไก่ – ข้าวหมูแดง – บะหมี่ – ก๋วยเตี๋ยว – ข้าวแกง” แยกตามพื้นที่อย่างละเอียด ผู้วิจัยหรือผู้ประกอบการที่ต้องการข้อมูลดังกล่าวอาจต้องสำรวจด้วยตนเอง หรือใช้งานวิจัยของหน่วยงานสาธารณสุขและมหาวิทยาลัยเป็นแนวทาง แต่โดยรวมแล้วเมนูเส้นและข้าวราดแกงยังคงเป็นอาหารที่คนไทยบริโภคบ่อยที่สุดทั้งในเมืองและต่างจังหวัด เมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยม เมื่อพิจารณาจากการจัดอันดับของ TasteAtlas (เก็บข้อมูลรีวิวออนไลน์) เมนูสตรีทฟู้ดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ Pad Thai, Som tam (ส้มตำ), ไก่ย่าง, โรตีคะไน, ข้าวผัด, ผักบุ้งไฟแดง, ข้าวขาหมู, ไส้กรอกอีสาน, เย็นตาโฟ และก๋วยเตี๋ยวเรือ โดยแต่ละเมนูมีรสชาติและความเรียบง่ายที่ ดึงดูดผู้บริโภคทั้งคนไทยและต่างชาติ แผนภูมิด้านล่างแสดงคะแนนความนิยม (ยิ่งสูงยิ่งนิยม) และสัดส่วนมูลค่าตลาดแต่ละประเภท ขนาดตลาดของสตรีทฟู้ด ตลาดร้านอาหารไทยยังอยู่ในช่วงขาขึ้นแต่มูลค่าการเติบโตเริ่มชะลอลง สตรีทฟู้ดยังคงเป็นเซ็กเมนต์ที่เติบโตเด่นสุด เพราะมีเมนูพื้นฐาน ราคาย่อมเยา และเข้าถึงง่าย ปี 2568 คาดว่ามูลค่าตลาด Street Food จะอยู่ราว 300,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าร้านอาหารแบบอื่นแม้ถูกท้าทายจากภาวะเงินเฟ้อและค่าแรงที่สูงขึ้น ภาพรวมมีผู้ประกอบการประมาณ 103,000–160,000 ราย และแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง หากผู้ประกอบการสามารถรักษาคุณภาพ ควบคุมต้นทุน และนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารธุรกิจก็จะสามารถจับกระแสการฟื้นตัวของตลาดและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงได้. การวิเคราะห์ความนิยมของร้านอาหารสตรีทฟู้ดหลัก 5 ประเภท ข้าวมันไก่ (Khao Man Gai), ข้าวหมูแดง (Khao Moo Daeng), บะหมี่ (Ba Mee), ก๋วยเตี๋ยว/ก๋วยเตี๋ยวน้ำ (Guay Tiao) และข้าวแกง (Khao Gaeng)—โดยเปรียบเทียบความนิยมใน คนเมือง กับ คนนอกเมือง พร้อมอธิบายปัจจัยเชิงเศรษฐศาสตร์และแสดงแผนภาพประกอบ ภาพรวมความนิยมตามแหล่งข้อมูล ข้าวมันไก่ – เว็บไซต์สูตรอาหาร Allrecipes ระบุว่าข้าวมันไก่เป็นหนึ่งในอาหารไทยที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด และ “หากินได้ทุกที่ ตั้งแต่รถเข็นริมทางจนถึงร้านอาหาร” จึงเป็นเมนูหลักตามแผงอาหารในเมืองใหญ่และตลาดนัดนอกเมือง ข้าวหมูแดง – บทความวิกิพีเดียอธิบายว่า ข้าวหมูแดงและข้าวหมูกรอบสามารถ “พบได้ง่ายทั้งตามข้างทาง ในศูนย์อาหาร ตลาด หรือร้านอาหารต่าง ๆ” แสดงถึงการกระจายตัวที่กว้างในทุกจังหวัด บะหมี่/ก๋วยเตี๋ยว – ก๋วยเตี๋ยวน้ำถูกยกให้เป็น “หนึ่งในเมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยมของไทย” และไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนใดของประเทศก็จะมีร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ใกล้ ๆ เสมอ ในขณะที่ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ (Kuay Teow Neua) ก็ถูกระบุว่าเป็นอาหารริมทางยอดนิยมโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ สะท้อนถึงความนิยมของเมนูก๋วยเตี๋ยวในเขตเมือง ข้าวแกง – วิกิพีเดียระบุว่าข้าวแกงเป็นอาหาร “ประจำถิ่นที่คนไทยนิยมรับประทาน เพราะสะดวกและมีรสจัดจ้าน” และหาซื้อได้ในร้านอาหาร แผงลอย และตลาดทั่วประเทศ นอกจากเป็นมื้อกลางวันของคนเมืองแล้ว ยังเป็นอาหารหลักในชนบทเพราะราคาไม่แพงและเลือกกับข้าวได้หลายอย่าง การจัดอันดับความนิยม เนื่องจากไม่มีข้อมูลเชิงตัวเลขเปรียบเทียบโดยตรง การจัดอันดับนี้จึงอาศัยข้อมูลจากเอกสารข้างต้นและวิเคราะห์ร่วมกับลักษณะการบริโภคในชีวิตจริงของคนไทย ประเภทอาหาร ความนิยมในคนเมือง ความนิยมในคนนอกเมือง ก๋วยเตี๋ยว/ก๋วยเตี๋ยวน้ำ สูงมาก – มีร้านทุกมุมเมืองและเป็นอาหารเร่งด่วนสำหรับคนทำงาน (อ้างอิงจาก hot-thai-kitchen.com) สูง - มีร้านก๋วยเตี๋ยวชุมชนในตลาดและตามเส้นทางหลัก ข้าวมันไก่ สูง - เป็นจานด่วนยอดนิยมที่หาร้านได้ทั่วไปในเมือง (อ้างอิงจาก allrecipes.com) ปานกลาง - มีขายตามตลาดนัดและอำเภอ แต่ร้านเฉพาะทางน้อยกว่าในเมือง ข้าวหมูแดง ปานกลาง - มีทั้งร้านรถเข็นและร้านประจำในศูนย์อาหาร (อ้างอิงจาก en.wikipedia.org) ปานกลาง – มีร้านขายข้าวหมูแดงขนาดเล็กร่วมกับเมนูอื่น ๆ บะหมี่ (ไข่) ปานกลาง - ส่วนใหญ่เป็นร้านบะหมี่จับกัง หรือร้านก๋วยเตี๋ยวที่เสิร์ฟบะหมี่เป็นทางเลือกหนึ่ง ค่อนข้างต่ำ - เจอได้น้อยกว่าเมนูอื่น เพราะร้านเล็ก ๆ นิยมขายก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวแกงมากกว่า ข้าวแกง ปานกลาง - นิยมเป็นอาหารกลางวันของคนทำงาน เพราะเลือกกับข้าวได้หลายอย่าง (อ้างอิงจาก en.wikipedia.org) สูงมาก – เป็นอาหารหลักตามตลาดเช้าและเย็น เพราะอิ่มท้อง ราคาย่อมเยาและทำได้ง่ายกว่าการต้มก๋วยเตี๋ยว ปัจจัยเชิงเศรษฐศาสตร์ ราคาและความคุ้มค่า – ข้าวแกงและก๋วยเตี๋ยวมีราคาเริ่มต้นต่ำ (~30–40 บาทต่อจาน) ทำให้เป็นทางเลือกหลักของคนชั้นแรงงานทั้งในเมืองและชนบท ส่วนข้าวมันไก่และข้าวหมูแดงมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อยเพราะใช้เนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ ต้นทุนวัตถุดิบ – เนื้อหมูและไก่มีราคาผันผวนจากภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ผู้ขายเมนูข้าวมันไก่และข้าวหมูแดงต้องปรับราคา ส่วนเมนูก๋วยเตี๋ยวและข้าวแกงสามารถปรับลดปริมาณเนื้อหรือเพิ่มผักได้ จึงยืดหยุ่นกว่าในสภาวะต้นทุนสูง. ความสะดวกและเวลา – คนเมืองมีวิถีชีวิตเร่งรีบ จึงนิยมอาหารที่ปรุงเสร็จเร็วอย่างก๋วยเตี๋ยวและข้าวมันไก่ ตามที่บทความ Hot Thai Kitchen กล่าวว่าร้านก๋วยเตี๋ยวมีอยู่ทุกที่ ในชนบท การกินข้าวแกงที่ทำเองหรือซื้อในตลาดเหมาะกับครอบครัวใหญ่และใช้เวลาน้อย. แผนภาพการเปรียบเทียบความนิยม แผนภาพด้านล่างแสดงคะแนนความนิยมแบบประมาณการ (ยิ่งมากยิ่งได้รับความนิยม) ของ 5 เมนูในเขตเมืองและต่างจังหวัด สังเกตว่าก๋วยเตี๋ยวครองอันดับหนึ่งในเมือง ขณะที่ข้าวแกงได้รับความนิยมมากที่สุดนอกเมือง สรุป: ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าทั้งห้าเมนูเป็นอาหารสตรีทฟู้ดที่คนไทยบริโภคอย่างแพร่หลาย โดย ก๋วยเตี๋ยว เป็นเมนูยอดนิยมอันดับหนึ่งในเขตเมืองเพราะมีร้านจำนวนมากและสะดวก ส่วนในต่างจังหวัด ข้าวแกง ยังเป็นอาหารหลักที่คนชอบเพราะเลือกกับข้าวได้หลากหลายและราคาย่อมเยา การจัดอันดับ–ประเมิน “ความถี่การรับประทาน” และ “มูลค่าตลาดโดยประมาณ” ของ 11 ประเภทสตรีทฟู้ดไทย สรุป (จากแบบจำลองปี 2025) อันดับตาม “มูลค่าตลาดโดยประมาณ” (พันล้านบาท | ส่วนแบ่งตลาด %) ก๋วยเตี๋ยว 4 | 13.4% ข้าวแกง 9 | 13.1% ส้มตำ 0 | 11.4% ไก่ทอด 3 | 10.3% ข้าวมันไก่ 6 | 9.3% หมูปิ้ง 3 | 8.8% ข้าวหมูแดง 6 | 7.7% ราดหน้า 3 | 7.2% โจ๊ก 6 | 7.0% ข้าวขาหมู 5 | 6.3% ผัดไท 6 | 5.5% ขนาดตลาดรวมที่ใช้จัดสรร: สตรีทฟู้ดไทยปี 2023 ราว 425,000 ล้านบาท (กสิกรวิจัย) และปรับเป็น ปี 2025e ≈ 449,000 ล้านบาท ด้วยสมมติฐานเติบโต +2.8%/ปี ตามภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มไทยของกสิกรวิจัย (ใช้เป็น proxy) แล้วคูณ 2 ปี (2024–2025). ตัวชี้วัด “การถูกนำเสนอ/ความนิยมออนไลน์”: รายการ เมนูที่คนสั่งมากสุดบนเดลิเวอรีปี 2024 (LINE MAN สะท้อนดีมานด์จริง): มี ส้มตำ (สองอันดับ), ข้าวมันไก่, ราดหน้า, ผัดไท, ข้าวขาหมู ติดชาร์ต → แปลงเป็นคะแนนถ่วงน้ำหนัก. สัญญาณเฉพาะ: ไก่ทอด ถูกเสิร์ฟมากกว่า 21 ล้านชิ้น ในปี 2024 (สถิติทางการของ LMWN) → ให้คะแนนสูงขึ้น. หมวดก๋วยเตี๋ยว ได้ “โบนัสความแพร่หลาย” จากการเป็นสตรีทฟู้ดยอดนิยม/คลาสสิกที่พบทั่วประเทศ (TasteAtlas และ Hot Thai Kitchen กล่าวถึงชัด) ดันขึ้นเป็นอันดับ 1. ความถี่การรับประทาน (ครั้ง/เดือน): ประมาณการผู้บริโภคเมืองไทยทั่วไป โดยอิงความนิยมเดลิเวอรี + ความเป็นเมนูประจำวัน (เช่น ข้าวแกง/ก๋วยเตี๋ยวสูง, ผัดไทต่ำกว่าเมื่อเทียบเมนูประจำ) นำมาถ่วงกับคะแนนความนิยมออนไลน์เพื่อได้ “น้ำหนักรวม” แล้วจัดสรรตลาดรวม วิเคราะห์เชิงคุณภาพ & อ้างอิงสำคัญ ก๋วยเตี๋ยว (อันดับ 1): เป็นอาหารริมทางที่ “พบได้ทั่วไป” และถูกยกเป็นเมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยมของไทย/กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง → ดีมานด์กว้างทั้งวัน หลายช่วงราคา หลายสไตล์ จึงกินส่วนแบ่งสูงสุด. ข้าวแกง (อันดับ 2): อาหารจานด่วน-ประจำถิ่น “เลือกกับข้าวได้หลากหลาย” พบได้ตั้งแต่ตลาด ร้านแผงลอย ไปจนปั๊มน้ำมัน–ศูนย์อาหารในชีวิตประจำวัน → ความถี่สูงมาก โดยเฉพาะมื้อกลางวัน. ส้มตำ (อันดับ 3): ติดชาร์ต Top Orders ปี 2024 ทั้ง “ส้มตำไทย/ส้มตำป่า” สองตำแหน่ง สะท้อนการสั่งซ้ำจำนวนมากทั่วประเทศ. ไก่ทอด (อันดับ 4): LINE MAN รายงานว่าเป็นเมนูที่ “ถูกสั่งมากที่สุด” ปี 2024 เสิร์ฟเกิน 21 ล้านชิ้น → ดันสัดส่วนตลาดสูงแม้ราคาต่อออเดอร์อาจต่ำ/หลากหลาย. ข้าวมันไก่ (อันดับ 5): Allrecipes ระบุชัดว่าเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยม “หากินได้ทุกที่ ตั้งแต่รถเข็นถึงร้านอาหาร” ยืนยันความแพร่หลาย. หมูปิ้ง (อันดับ 6): สแน็ก/อาหารเช้าที่พบได้ทั่วไปหน้าโรงเรียน–ตลาดเช้า–ตลาดเย็น ความถี่ปานกลางค่อนไปสูง (อ้างอิงบทความเชิงพรรณนาและข้อมูลชุมชนออนไลน์). ข้าวหมูแดง (อันดับ 7): วิกิพีเดียระบุ “พบได้ง่ายทั้งตามข้างทาง ศูนย์อาหาร ตลาด หรือร้านอาหาร” → ดีมานด์กว้างในเมืองใหญ่. ราดหน้า, โจ๊ก, ข้าวขาหมู (อันดับ 8–10): ล้วนมีสัญญาณนิยมทั้งจากลิสต์เดลิเวอรี (ราดหน้า/ข้าวขาหมูติดชาร์ต) และเป็นมื้อเฉพาะช่วง (เช่น โจ๊กมื้อเช้า) ทำให้สัดส่วนปานกลาง. ผัดไท (อันดับ 11): แม้เป็นเมนูไอคอนระดับโลก แต่พฤติกรรมการกินประจำวันของคนไทยมักเลือกเมนูเรียบง่าย/เร็วกว่า จึงมีสัดส่วนเล็กกว่าเมนู “ทุกวัน”. (ยังติดชาร์ต Top Orders ปี 2024 แต่คะแนนถ่วงความถี่ต่ำกว่า) ความถี่การรับประทาน (โดยประมาณการต่อ “ผู้บริโภคเมือง” ต่อเดือน) ก๋วยเตี๋ยว ≈ 8 ครั้ง | ข้าวแกง ≈ 8 | ส้มตำ ≈ 6 | ไก่ทอด ≈ 5 ข้าวมันไก่ ≈ 4 | หมูปิ้ง ≈ 4 | ข้าวหมูแดง ≈ 3 | ราดหน้า ≈ 3 | โจ๊ก ≈ 3 ข้าวขาหมู ≈ 2.5 | ผัดไท ≈ 2 หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็น ประมาณการเชิงผู้เชี่ยวชาญ ที่อาศัยสัญญาณจากความนิยมเดลิเวอรี/การพบเห็นทั่วไปและรูปแบบมื้อ (เช้า/กลางวัน/เย็น) ไม่ใช่สำรวจภาคสนามโดยตรง แต่สอดคล้องกับอินไซต์ว่าการสั่งเดลิเวอรีและการพึ่งพาอาหารนอกบ้านในไทยมีความถี่สูง (เช่น สัดส่วนผู้ใช้แอปเดลิเวอรีบ่อยครั้ง) แม้สภาพเศรษฐกิจผันผวน. แหล่งอ้างอิงหลัก มูลค่าสตรีทฟู้ดไทยปี 2023 ประมาณ 425,000 ลบ. (PMCU อ้าง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย). ภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มไทยปี 2025: มูลค่าตลาด ~646,000 ลบ. และ คาดโต +2.8% → ใช้เป็น proxy growth ให้ฝั่งสตรีทฟู้ด. รายการ Top 15 Most Ordered Dishes 2024 (Thailand) (อ้าง The Nation สรุปจาก LINE MAN): มี ส้มตำ, ข้าวมันไก่, ราดหน้า, ผัดไท, ข้าวขาหมู ติดอันดับ. ไก่ทอด: เมนูขายดีที่สุดบน LINE MAN ในปี 2024 เสิร์ฟ >21 ล้านชิ้น. หมวดก๋วยเตี๋ยว: ถูกยกเป็นสตรีทฟู้ดยอดนิยม/พบทั่วไป (TasteAtlas & Hot Thai Kitchen). ข้าวมันไก่: “พบได้ทุกที่ ตั้งแต่รถเข็นถึงร้านอาหาร” (Allrecipes). ข้าวหมูแดง: “พบได้ง่ายทั้งตามข้างทาง ศูนย์อาหาร ตลาด หรือร้านอาหาร” (Wikipedia). ข้าวแกง: อธิบายความเป็น คาเรออน-ไรซ์ ที่ยังเข้าถึงง่ายในชีวิตประจำวัน. ข้อจำกัด & ทางปรับปรุง การ “นับข่าว/การนำเสนอออนไลน์” ทำได้ยากแบบหนึ่ง-ต่อ-หนึ่ง (เพราะแพลตฟอร์ม/อัลกอริทึมต่างกัน) จึงใช้ สัญญาณเชิงพฤติกรรม ที่วัดได้จริง (ออร์เดอร์เดลิเวอรี/บทความอ้างอิง) มาถ่วงน้ำหนักร่วมกับการแพร่หลายของร้านในชีวิตจริง ไฮไลต์แข่งกัน “ตามเขต” เมนูที่ “นำ” ในเขต CBD/ใจกลางเมือง เขต ปทุมวัน, บางรัก, สาทร, คลองเตย, วัฒนา, ราชเทวี: โมเดลให้ ก๋วยเตี๋ยว ขึ้นนำภายในเขต (~14.4%) ตามด้วย ข้าวแกง และ ส้มตำ (ดูตาราง Top-3 ต่อเขตด้านข้าง) ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทย่านนี้เป็นศูนย์กลางธุรกิจ–ช็อปปิง/ท่องเที่ยว (สยาม–ราชประสงค์ในปทุมวัน, สีลมในบางรัก/สาทร ฯลฯ). เมนูที่ “นำ” ในเขตที่อยู่อาศัยรอบใน–รอบนอก กลุ่ม ลาดกระบัง, มีนบุรี, คลองสามวา, หนองจอก (ชานเมืองตะวันออก) และ ตลิ่งชัน, ภาษีเจริญ, บางแค, ธนบุรี (ฝั่งธน) โมเดลชี้ว่า ข้าวแกง นำ (~14.0–14.2%) ตามด้วยก๋วยเตี๋ยว/โจ๊ก เนื่องจากเป็นมื้อประจำวัน ราคาเข้าถึงง่าย และพบได้ถี่ตามตลาด/ชุมชน. ข้อมูลเปิดของ กทม. มีชุด “ข้อมูลตลาด 50 เขต” ใช้ยืนยันความหนาแน่นของแหล่งอาหารในหลายเขตเหล่านี้ได้. เมนูที่ดันขึ้นในย่านออฟฟิศ–ท่องเที่ยวเกิดใหม่ (Rama 9 ฯลฯ) ห้วยขวาง, ดินแดง, พญาไท, จตุจักร: โมเดลเพิ่มน้ำหนัก ก๋วยเตี๋ยว/ไก่ทอด/ส้มตำ/ผัดไท ภายในเขต (Top-3 ~14.1%/10%+/12% ตามลำดับ) จากลักษณะพื้นที่ศูนย์การค้า/ออฟฟิศ–เดินทางสะดวก (เช่น Central Rama 9). เมนูเด่นเฉพาะบางเขต ไก่ทอด โผล่แรงกว่าเดิมในเขตแหล่งงาน/ท่องเที่ยว (CBD/EMCBD) เพราะเป็นเมนูสั่งบ่อยที่สุดบน LINE MAN ปี 2024 (>21 ล้านชิ้น). ข้าวมันไก่/ข้าวหมูแดง/ราดหน้า กระจายดีในทุกคลัสเตอร์ (ร้านประจำชุมชน–ศูนย์อาหาร) โดยโมเดลให้สัดส่วนคงที่ใกล้เคียงฐานในเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่น หมายเหตุ: สภาพ “การแข่งขัน” รายเขตในโลกจริงยังได้รับอิทธิพลจากการจัดระเบียบหาบเร่–แผงลอยของ กทม. (2 ปีล่าสุดลดไปกว่า 10,000 ราย) และความหนาแน่นของ “แหล่งอาหารรวม” รายเขต (งานวิจัยเชิงข้อมูลเคยชี้ว่า วัฒนา, ปทุมวัน, จตุจักร, คลองเตย, บางรัก ติดกลุ่มบน ขณะที่ ทวีวัฒนา, หนองจอก อยู่ล่าง). ปัจจัยเหล่านี้สะท้อน “สนามแข่งขัน” รายเขตโดยตรง. ข้อมูล "หมวดอาหารยอดสั่ง (Orders)" และ "ค้นหามากที่สุด (Searches)" Foodpanda รายงานสถิติปี 2024 โดยแยกเป็น Top 15 อาหารที่สั่งมากที่สุด และ Top 15 ที่มีการค้นหามากที่สุด Top 15 เมนูที่ถูกสั่งมากที่สุด ผัดกะเพรา (Pad Kaprao) — ที่ 1 ด้วยยอดสั่งเกิน 800,000 ครั้ง ข้าวผัด (Fried Rice) ส้มตำไทย (Som Tum Thai) ข้าวมันไก่ (Khao Man Gai) ขนมจีน (Khanom Jeen) ชาไทย (Thai Milk Tea) ลาบ (Larb) ผัดซีอิ๊ว (Pad See Ew) ส้มตำป่า (Som Tum Pa) ราดหน้า (Rad Na) ไข่เจียว (Thai Omelette) ผัดไทย (Pad Thai) คอหมูย่าง (Grilled Pork Neck) ไก่ย่าง (Grilled Chicken) ข้าวขาหมู (Khao Kha Moo) Top 15 เมนูที่ถูกค้นหามากที่สุด ส้มตำ (Som Tum) ก๋วยเตี๋ยว (Noodles) ข้าวมันไก่ (Khao Man Gai) ยำ (Yum) ไก่ทอด (Fried Chicken) ขนมจีน (Khanom Jeen) โจ๊ก (Rice Porridge/Congee) โรตี (Roti/Crepes) ผัดไทย (Pad Thai) ไก่ย่าง (Grilled Chicken) ข้าวขาหมู (Khao Kha Moo) สุกี้ (Suki) หมูปิ้ง (Grilled Pork Skewers) ก๋วยเตี๋ยวเรือ (Boat Noodles) ปลาย่าง (Grilled Fish) สรุปภาพรวม: เทรนด์ยอดนิยม ผัดกะเพรา เบอร์หนึ่งในด้าน "ถูกสั่ง" มากที่สุด แซงหน้าทุกรายการ โดยเฉพาะเป็นเมนูประจำและ สั่งง่าย ส้มตำ ได้ตำแหน่งสูงสุดในอันดับ "การค้นหา" ตลอดกาล มักอยู่ในใจและสนใจ์ผู้ใช้มาก เมนู ข้าวมันไก่ สะท้อนคอนฟอร์มฟู้ดว่าได้รับความนิยมสูงในการทั้งสั่งและค้นหา เมนูคลาสสิกอย่าง ราดหน้า, ผัดไทย, ข้าวขาหมู, ไก่ทอด, โจ๊ก ก็ยังติดทั้งในอันดับสั่งและค้นหา แม้ไม่ได้เป็นอันดับท็อป สรุปภาพรวม : เทรนด์ยอดนิยม หลักเกณฑ์ อันดับที่ 1 อันดับที่ 2 อันดับที่ 3 สั่งมากที่สุด ผัดกะเพรา ข้าวผัด ส้มตำไทย ค้นหามากที่สุด ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ Insight & ความถี่การสั่ง การสั่งผ่านแอปในไทยถี่มาก: ผลสำรวจระบุว่า 83.2% ของผู้ใช้สั่งอาหารออนไลน์อย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง, และ 20% สั่งทุกวัน แสดงให้เห็นว่าการสั่งอาหารออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน. วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ผัดกะเพรา ตอบโจทย์ความคุ้มค่า—ราคาไม่แพง สั่งง่าย และเหมาะกับชีวิตทันใจในเมือง → ทำให้กินบ่อยเป็นอันดับ 1 ส้มตำ มีภาพลักษณ์สดชื่นและมีหลายรูปแบบ (ปกติ/ป่า/ไข่มุก ฯลฯ) → จึงอยู่ใน Top ค้นหาตลอด ข้าวมันไก่ ได้รับความนิยมในเดลิเวอรีเพราะสะดวก สั่งง่าย และได้อาหารเป็นจานหลักครบถ้วน เมนูอื่น ๆ อย่าง ก๋วยเตี๋ยว, ราดหน้า, โจ๊ก เป็นอาหารประจำวันสำหรับหลายกลุ่ม และกินได้หลายมื้อ → ครองรวดหลายอันดับแต่ไม่สูงสุด สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจในช่วงสามปีที่ผ่านมาได้ส่งผลทั้งด้านบวกและลบต่อผลประกอบการของร้าน อาหาร Stand Alone ปัจจัยสำคัญได้แก่: ภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนพุ่งสูง: ในช่วงปี 2565–2566 ประเทศไทยเผชิญกับเงินเฟ้อระดับสูง ทำให้ราคาวัตถุดิบอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู ไข่ไก่ รวมถึง วัตถุดิบนำเข้าอย่างนม เนย ชีส และแป้งสาลี ที่แม้บางรายการจะปรับลดลงบ้างในช่วงต้นปี 2568 แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงและผันผวน[6] นอกจากนี้ ค่าสาธารณูปโภคและค่าเช่า ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนดำเนินการโดยรวมของร้านอาหารปรับตัวสูงขึ้นมาก ร้านอาหารหลายแห่ง จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาอาหารเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลระบุว่า ราคาอาหารเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น ~5.7% ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกราว 2% ในปี 2567[7] สถานการณ์ต้นทุนสูงนี้สร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ค่าแรงงานที่ปรับสูงขึ้น: ต้นทุนด้านค่าแรงคิดเป็นราว 15% ของต้นทุนทั้งหมดของธุรกิจร้านอาหาร [8] ในช่วงปี 2565–2568 มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในหลายพื้นที่ และคาดการณ์ว่าจะมี การปรับ เพิ่มขึ้นอีกตามนโยบายรัฐบาลใหม่ในอนาคตอันใกล้ ทำให้ภาระต้นทุนค่าจ้างแรงงานของ ร้านอาหาร สูงขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจัยนี้กระทบหนักต่อร้านอาหาร Stand Alone โดยเฉพาะรายเล็ก ที่ต้นทุนแรงงาน เป็นสัดส่วนสูง และยิ่งทำให้การรักษากำไรทำได้ยากขึ้น กำลังซื้อผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม: แม้ว่าภาคการบริโภคภาคเอกชนจะฟื้นตัวหลังโควิด แต่ กำลังซื้อของผู้บริโภคจำนวนมากยังเปราะบางจากค่าครองชีพที่สูง ให้รายได้ธุรกิจร้านอาหาร บางส่วน ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ผู้บริโภคระดับกลาง-ล่างระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลาง ค่าอาหาร และ ค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ ที่แพงขึ้น ปัจจัยนี้ส่งผลให้ร้านอาหารหลายแห่ง (โดยเฉพาะกลุ่ม ราคาแพง หรือฟูลเซอร์วิส) ต้องเผชิญกับยอดขายที่ยังไม่กลับมาเท่าระดับก่อนโควิด ส่งผลให้ ผู้ประกอบการ ร้านอาหารส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะขาดทุน หรือมีกำไรต่ำ แม้รายได้รวม ทั้งอุตสาหกรรม จะเติบโตก็ตาม[9] การท่องเที่ยวฟื้นตัวแต่มีความเสี่ยง: การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังเปิดประเทศ เป็นแรงหนุนสำคัญให้ธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะร้าน Stand Alone ในเมืองท่องเที่ยวหลัก ช่วงปี 2565–2567 จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นยอดขายร้านอาหารในจังหวัด ท่องเที่ยว (ข้อมูล DBD ระบุรายได้ธุรกิจร้านอาหารใน 5 จังหวัดท่องเที่ยวหลักสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ[5]) อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 มีความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจขยายตัว ไม่มากอย่างที่คาดไว้เดิม เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว (เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังฟื้นไม่เต็มที่) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดคาดการณ์มูลค่าตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มปี 2568 ลงเหลือ 646,000 ล้านบาท (โตเพียง 2.8%) จากเดิมที่คาดโต 4.6% เนื่องจากแนวโน้ม เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวและ ความไม่แน่นอนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ[10] การแข่งขันที่รุนแรงและผู้เล่นรายใหญ่รุกตลาด: การที่จำนวนร้านอาหารเพิ่มขึ้นมากหลังโควิด ทำให้การแข่งขัน ในธุรกิจนี้ทวีความเข้มข้น ผู้เล่นรายใหญ่และเชนร้านอาหารขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนักลงทุนต่างชาติ (โดยเฉพาะทุนจีน) เข้ามาลงทุนในธุรกิจร้านอาหารไทยมากขึ้น ส่งผลให้ ส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่รายเล็กเผชิญแรงบีบจากทั้งต้นทุน และการแย่งลูกค้าโดยคู่แข่งที่มีกำลังทุนสูงกว่า สภาพการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ ถือเป็นปัจจัยลบต่อผู้ประกอบการ Stand Alone รายย่อยที่อาจขาดความได้เปรียบด้านเงินทุน และการตลาด. สรุป ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค (เงินเฟ้อ, ต้นทุนวัตถุดิบ, ค่าแรง, กำลังซื้อ) และปัจจัยเชิงอุตสาหกรรม (การแข่งขันและโครงสร้างผู้เล่น) ล้วนส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด และปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้ยืดหยุ่น เพื่อความอยู่รอดและรักษาความสามารถในการทำกำไร 3. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคต่อธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone พฤติกรรมการบริโภคอาหารนอกบ้านของคนไทยในช่วงหลังโควิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร Stand Alone จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อแนวโน้มเหล่านี้ ประเด็นสำคัญ ได้แก่: การกลับมานิยมรับประทานที่ร้าน (Dine-in): หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ผู้บริโภคจำนวนมาก หันกลับมาทานอาหาร นอกบ้านที่ร้านมากขึ้นอีกครั้ง ทั้งจากความอัดอั้นที่สะสมในช่วงล็อกดาวน์ และการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศเต็มรูปแบบ การสำรวจในปี 2566 พบว่าผู้ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรี เกือบครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 48%) มีแนวโน้มจะสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี ลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากสามารถออกไปกินข้าวที่ร้านได้ตามปกติแล้ว ช่วงปี 2566–2567 จึงเห็นยอดออเดอร์ Food Delivery โดยรวมเริ่มหดตัวลงเล็กน้อย ธุรกิจเดลิเวอรีอาหารปี 2566 มีมูลค่าราว 87,000 ล้านบาท หดตัว 0.6% จากปีก่อน และคาดว่าในปี 2567 มูลค่าจะอยู่ที่ประมาณ 86,000 ล้านบาท (-1.0%) แนวโน้มนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคกลับมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ทานอาหารที่ร้านมากขึ้น แม้บริการเดลิเวอรียังเป็นที่นิยมอยู่ก็ตาม บทบาทของบริการเดลิเวอรี (Food Delivery): แม้จำนวนการสั่งอาหารผ่านแอปจะชะลอตัว ลงหลังโควิด แต่ช่องทาง เดลิเวอรียังคง มีความสำคัญ อย่างยิ่งต่อธุรกิจร้านอาหารยุคใหม่ ปัจจุบันผู้บริโภคคุ้นเคยกับความสะดวกสบายในการสั่งอาหาร ออนไลน์ ร้านอาหาร Stand Alone ส่วนใหญ่ จึงต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มช่องทางขายผ่านเดลิเวอรี ควบคู่ไปกับหน้าร้าน ผู้ประกอบการ ไทยปรับตัวได้อย่างชัดเจน เช่น การเข้าร่วมแพลตฟอร์มส่งอาหาร การรับออร์เดอร์ล่วงหน้า ให้ลูกค้ามารับเองที่ร้าน และการใช้แอปฯ จองคิวเพื่อบริหารที่นั่ง ลดความ แออัด[14] อย่างไรก็ดี การแข่งขันด้านโปรโมชั่นของแอปเดลิเวอรีเริ่มลดลงเมื่อผู้ให้บริการเน้นทำกำไร ทำให้ค่าใช้จ่ายผ่าน แอปสูงขึ้น (ค่าคอมมิชชั่น GP ~30% และค่าส่งที่มีส่วนลดน้อยลง)[15] ผู้บริโภค จึงเลือกใช้เดลิเวอรี ในกรณีจำเป็น เช่น ช่วงเวลาเร่งด่วนหรือวันที่ต้องทำงานจากบ้าน เป็นต้น ธุรกิจ ร้านอาหารที่ พึ่งพาช่องทางเดลิเวอรีในสัดส่วนสูง (เช่น ร้านอาหารข้างทางและฟาสต์ฟู้ด) ยังจำเป็น ต้องรักษา ช่องทางนี้ไว้ เนื่องจากยังมีฐานลูกค้าที่ต้องการความสะดวกอยู่จำนวนมาก และเดลิเวอรียังช่วย เข้าถึง ลูกค้านอกพื้นที่หน้าร้านได้ การใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวและความคุ้มค่า: จากภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาอาหารปรับสูงขึ้น ผู้บริโภคจึง ต้องจ่ายมากขึ้นต่อมื้อเมื่อกินนอกบ้าน โดยข้อมูลระบุว่าปี 2567 ค่าใช้จ่ายต่อการสั่งอาหารเฉลี่ย ประมาณ 185 บาท/ครั้ง ปรับเพิ่มขึ้น ~2.8% จากปี 2566 อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจำนวนมาก ตระหนักถึงงบประมาณที่จำกัด ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่าย มีการปรับตัว “ฉลาดเลือกและเน้น ความคุ้มค่า” มากขึ้น ตัวอย่างเช่น บุฟเฟ่ต์ ยังคงได้รับความนิยม ในกลุ่ม ลูกค้าที่อยากได้ความคุ้ม (จ่ายราคาเดียวแต่ได้ทานไม่จำกัด) รวมถึงร้านอาหารประเภท all-you-can-eat ต่างๆ ที่ผู้บริโภค รู้สึกว่าคุ้มกับเงินที่จ่าย นอกจากนี้ ผู้บริโภคบางส่วนอาจลดความถี่ในการไป ร้านอาหารฟูลเซอร์วิสราคาแพงลง และหันไปเลือกร้านที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายหรือ ร้านอาหารข้างทางมากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย ความนิยมอาหารข้างทางและร้านดั้งเดิม: ร้านอาหาร Stand Alone ประเภท Street Food หรือ ร้านอาหารดั้งเดิมที่มีเมนูพื้นฐานราคาไม่สูง ยังคงได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากคนไทยและ นักท่องเที่ยว ต่างชาติ กลุ่มร้านเหล่านี้มีความได้เปรียบด้านราคาและความเป็นเอกลักษณ์ ส่งผลให้ ในปี 2568 คาดว่ามูลค่าตลาดของร้านอาหารข้างทางจะเติบโตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ถึงประมาณ 7% เมื่อเทียบรายปี (มูลค่าประมาณ 261,000 ล้านบาท) ซึ่งสูงกว่ากลุ่มร้านฟูลเซอร์วิสที่เติบโตราว 1.1% และร้านฟาสต์ฟู้ดที่โต ~2.7% การเติบโตของร้านอาหารข้างทางยังได้รับแรงหนุนจากกระแส โซเชียลมีเดียที่ช่วยโปรโมตอาหารสตรีทฟู้ดไทยจนกลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว และผู้บริโภค รุ่นใหม่ ก็มองหาประสบการณ์แปลกใหม่ จากการลองร้านเล็กๆ ที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ บทบาทของเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย: พฤติกรรมการเลือกทานอาหารของผู้บริโภค ยุคนี้ได้รับอิทธิพลสูงจากเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มรีวิวอาหาร ผู้คนค้นพบร้านใหม่ ๆ ผ่านการแนะนำบนเฟซบุ๊ก/อินสตาแกรม ตัดสินใจจากรีวิวและเรตติ้งออนไลน์ และติดตาม โปรโมชั่นผ่านช่องทางดิจิทัล ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร Stand Alone จำนวนมาก จึงลงทุน ในการตลาดออนไลน์ สร้างแบรนด์และ เรื่องราวของร้านเพื่อดึงดูดลูกค้า รวมถึงนำเสนอเมนูใหม่ หรือประสบการณ์แปลกใหม่อยู่เสมอเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ที่มีความต้องการซับซ้อนขึ้น (มองหาทั้งความแปลกใหม่ คุณภาพ สุขภาพ และราคาที่สมเหตุสมผล ควบคู่กัน)นอกจากนี้ การจองที่นั่งและสั่งอาหารล่วงหน้าผ่านแอป รวมถึงการให้สิทธิพิเศ ษสมาชิก ล้วนเป็นกลยุทธ์ ที่ร้านอาหารยุคใหม่ใช้ เพื่อสร้างความพึงพอใจและความภักดี ในกลุ่มลูกค้ายุคดิจิทัล สรุป ผู้บริโภคหลังยุคโควิดมีแนวโน้ม กลับมาใช้บริการหน้าร้านมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังคง คาดหวัง ความสะดวกสบายผ่านช่องทางเดลิเวอรีและบริการดิจิทัลต่าง ๆ ร้านอาหาร Stand Alone ที่ประสบ ความสำเร็จ คือร้านที่สามารถปรับตัวนำเทคโนโลยีมาใช้ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ทั้งในด้านคุณภาพ ประสบการณ์ และความคุ้มค่าในการใช้จ่าย 4. แนวโน้มภาพรวม: ธุรกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขยายตัว หรือชะลอตัว? ภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ในช่วงปี 2566–2568 อยู่ในช่วง “ฟื้นตัวและขยายตัว แต่มีสัญญาณชะลอตัวในอัตราการเติบโต” กล่าวคือ หลังจากผ่านภาวะถดถอยในช่วงโควิด ธุรกิจได้ฟื้นตัว อย่างแข็งแกร่งในปี 2565 และขยายตัวต่อเนื่องในปี 2566–2567 จากแรงหนุนของการบริโภคและท่องเที่ยว ที่กลับมาคึกคัก แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 อัตราการเติบโตเริ่มชะลอลงเมื่อเปรียบเทียบกับสองปีก่อนหน้า สะท้อน ถึงการก้าวพ้นช่วง rebound แรง และเข้าสู่ภาวะการเติบโตตามปกติที่มีฐานสูงขึ้นและมีปัจจัยท้าทายมากขึ้น หลักฐานสำคัญคือการประมาณการของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่คาดว่า มูลค่าตลาดร้านอาหารปี 2568 จะเติบโตเพียง ~3.0% จากปี 2567 (อยู่ที่ประมาณ 562,000 ล้านบาทสำหรับธุรกิจร้านอาหาร ไม่รวม เครื่องดื่ม) ซึ่งต่ำกว่าปี 2566 ที่คาดว่าเติบโตถึงระดับสองหลัก (ใกล้เคียง 10%+ ตามการฟื้นตัวของ อุปสงค์หลังโควิด) สาเหตุของการชะลอตัวนี้มาจากปัจจัยที่ได้กล่าวไปข้างต้น ได้แก่ เศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นช้า กำลังซื้อผู้บริโภคที่ถูกบั่นทอนด้วยค่าครองชีพสูง และการแข่งขันในธุรกิจที่เข้มข้นขึ้น อีกทั้งแรงหนุนพิเศษ ในช่วงหลังโควิด (เช่น อุปสงค์คงค้างและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวแรง) กำลังปรับตัวเข้าสู่ระดับปกติ ดังนั้นอัตราเติบโต ของรายได้ ธุรกิจร้านอาหาร จึงลดระดับลงสู่ช่วงเลขหลักเดียวในปี 2568 แม้การเติบโต จะชะลอลง แต่ธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone โดยรวมยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น ไม่ได้อยู่ใน ภาวะ ถดถอยแต่อย่างใด ยอดขายและจำนวนร้านยังเพิ่มขึ้น เพียงแต่ผู้ประกอบการ ต้องเผชิญกับโจทย์ยากขึ้น ในการรักษาความสามารถในการทำกำไรและส่วนแบ่งตลาด ดังนี้ ธุรกิจอยู่ในช่วงหลังการฟื้นตัว (post-recovery): ช่วงปี 2565–2566 ถือเป็นระยะฟื้นตัวอย่าง รวดเร็ว (boom) หลังปลดล็อกดาวน์ ขณะที่ปี 2567–2568 ธุรกิจก้าวเข้าสู่ระยะหลังการฟื้นตัว ที่การเติบโตเริ่มกลับสู่ระดับปกติมากขึ้น แนวโน้มระยะกลางยังเป็นบวกแต่อย่างระมัดระวัง: หลายสำนักวิจัยคาดการณ์ว่าธุรกิจร้านอาหาร ไทย ยังมีช่องว่างเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เช่น วิจัยกรุงศรีคาดว่าอุตสาหกรรม ร้านอาหารและเครื่องดื่มไทยปี 2567-2569 จะเติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี จากแรงหนุนการ ขยายตัวเมือง นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่กลับมาทานนอกบ้านมากขึ้นหลังโควิด อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตระดับนี้ถือว่าเป็นการขยายตัวในเกณฑ์ปานกลาง (moderate growth) เมื่อเทียบกับช่วงฟื้นตัวแรงของสองปีก่อน สัญญาณเตือนภัยทางธุรกิจ: แม้จำนวนร้านจะเพิ่มขึ้น แต่ร้านอาหารจำนวนมากยังประสบภาวะ ขาดทุน และบางส่วนต้องปิดกิจการเนื่องจากแข่งขันไม่ไหว ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 ธุรกิจ ร้านอาหารติดอันดับ Top 3 ธุรกิจที่มีผู้ประกอบการแจ้งปิดกิจการมากที่สุดในประเทศ แสดงถึง ความเสี่ยง ผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งขาดสายป่านทางการเงิน อาจไม่สามารถอยู่รอดได้ ในสภาพ แวดล้อมที่ต้นทุนสูงและคู่แข่งหนาแน่น โอกาสใหม่ในตลาด: ในขณะที่ตลาดแมสมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการบางส่วนได้มองหาโอกาส ในช่องว่างตลาดใหม่ๆ เช่น การเปิดร้านอาหารกลุ่มพรีเมียม/คอนเทมโพรารีที่จับลูกค้ากำลังซื้อสูง ซึ่งยังพอมีพื้นที่ให้เติบโตโดยเลี่ยงการชนกับตลาดแมสโดยตรง อีกทั้งการเติบโตของเดลิเวอรี และคลาวด์คิทเช่น (ครัวกลางทำส่ง) ก็เป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนหน้าร้านและเข้าถึง ลูกค้าได้กว้างขึ้น สรุป: ธุรกิจร้านอาหารประเภท Stand Alone ในประเทศไทยช่วงปี 2566–2568 อยู่ในช่วงขาขึ้น หลังการฟื้นตัว จากโควิด โดยปี 2565–2567 เป็นช่วงของการเติบโตสูงจากฐานที่ต่ำและปัจจัยหนุนพิเศษ ส่วนปี 2568 การเติบโตเริ่มชะลอตัวลงสู่ระดับปกติท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ แม้จะไม่ร้อนแรง เช่นช่วงฟื้นตัว แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงเป็นบวกสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้ทัน กับการ เปลี่ยนแปลงของตลาด ร้านอาหาร Stand Alone ที่บริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยี เสริมศักยภาพ และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ย่อมมีโอกาสเติบโตต่อไปได้แม้ในสภาวะที่การ แข่งขันสูง และการเติบโตโดยรวมชะลอตัวลง อ้างอิงแหล่งข้อมูล รายงานนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ศูนย์วิจัยกรุงศรี และข่าววิเคราะห์เศรษฐกิจสำนักต่าง ๆ เพื่อสะท้อนภาพรวมที่ทันสมัยของธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ณ ปี 2568. ธุรกิจร้านอาหารไทย แข่งเดือด 6.8 แสนร้าน เปิดใหม่พุ่ง! แต่ไปต่อไม่ง่าย ต้นทุนสูง-รายได้ไม่ฟื้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังพันธมิตร เสริมแกร่ง ‘ธุรกิจร้านอาหารไทย’รายได้รวมปี ‘66 ทะลุ 3.14 แสนล้านบาท กำไรรวมแตะ 9.60 พันล้านบาท ธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มปี 2568 คาดโตแค่ 2.8% เศรษฐกิจซบกระทบการใช้จ่าย ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเสี่ยงไม่โต - ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สั่งอาหารผ่าน Food Delivery ลดลง คนกลับไปกินข้าวนอกบ้าน-ราคาปรับสูง | เดลินิวส์ แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม | ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม | ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สภาวะธุรกิจอาหารประเภท Steet Food ในช่วงสามปีที่ผ่านมา (2566–2568) ธุรกิจร้านอาหารแบบ Stand Alone ซึ่งเป็นร้านที่ตั้งอยู่นอกศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า กลายเป็นจุดสนใจของอุตสาหกรรมอาหารไทย เพราะเป็นสัดส่วนใหญ่ของตลาด และมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าแข่งขันอย่างคึกคัก หลังโควิด-19 ผ่านพ้นไปผู้บริโภคกลับมาใช้บริการนั่งทานที่ร้านมากขึ้นพร้อมกับการฟื้นตัวของท่องเที่ยว ทำให้รายได้ของนิติบุคคลร้านอาหารเพิ่มจาก 244,577 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 314,055 ล้านบาทในปี 2566 และจำนวนร้านอาหารเปิดใหม่พุ่งขึ้นถึง 13.6% จนทำให้ไทยมีร้านอาหารราว 6.8 แสนร้าน ซึ่งราว 24% กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการ SMEs ที่คิดเป็นกว่า 98% ของธุรกิจทั้งหมด แต่จำนวนร้านที่เพิ่มขึ้นกลับทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรง และผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนสูงจนอยู่ในภาวะขาดทุน ปัจจัยเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาเป็นแรงกดดันหลักของอุตสาหกรรม ร้านอาหารต้องเผชิญกับ เงินเฟ้อและต้นทุนวัตถุดิบ ที่พุ่งสูง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู ไข่ไก่ วัตถุดิบนำเข้า และค่าสาธารณูปโภค ต่างปรับขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับ ค่าแรงงาน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามนโยบายรัฐ ส่งผลให้ร้านอาหารหลายแห่งต้องขึ้นราคาอาหาร แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวช้าและไม่อาจรับภาระได้เต็มที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงประเมินว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มจะอยู่ที่ 646,000 ล้านบาท เติบโตเพียง 2.8% จากปี 2567 ส่วนเฉพาะร้านอาหารคาดว่ามูลค่าตลาดจะอยู่ที่ 562,000 ล้านบาท โต 3.0% การปรับลดประมาณการนี้สะท้อนผลของเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวอย่างระมัดระวังและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เสี่ยงไม่เติบโตตามคาด อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของกรุงศรีมองว่าอุตสาหกรรมร้านอาหารและเครื่องดื่มในช่วงปี 2567–2569 จะยังเติบโตเฉลี่ย 4–5% ต่อปี ด้วยแรงหนุนจาก GDP ภายในประเทศที่ทยอยฟื้น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่กลับมาทานอาหารในร้านมากขึ้น. พฤติกรรมผู้บริโภคหลังโควิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ผู้คนกลับมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์นั่งทานในร้านและหันไปสั่งอาหารผ่านแอปเดลิเวอรีลดลง แต่ เดลิเวอรี ก็ยังคงเป็นช่องทางสำคัญสำหรับหลายร้าน ในภาวะค่าครองชีพสูง ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อมากขึ้นบนฐาน “ความคุ้มค่า” ทำให้ร้านบุฟเฟ่ต์และร้านอาหารแบบ all‑you‑can‑eat ยังได้รับความนิยม ในขณะที่ ร้านสตรีทฟู้ดและร้านดั้งเดิม มีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุด เพราะราคาไม่สูงและมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้กระแส อาหารเพื่อสุขภาพ เช่น เมนูที่มีสมุนไพร ฟิวชั่น และสินค้าจากพืช (Plant‑Based) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคใช้สื่อโซเชียลมีเดียเพื่อค้นหารีวิวและโปรโมชั่น จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องลงทุนทำการตลาดออนไลน์และใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการบริหารจัดการร้าน แม้แนวโน้มโดยรวมจะชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงฟื้นตัวหลังโควิด แต่ยังมีสัญญาณบวก กระทรวงพาณิชย์คาดว่าธุรกิจร้านอาหารไทยปี 2568 จะเติบโต ประมาณ 5% และมูลค่าตลาดทะลุ 5 แสนล้านบาท การสนับสนุนของภาครัฐ การฟื้นตัวของท่องเที่ยวและบทบาทของอาหารไทยในฐานะ Soft Power ทำให้การจดทะเบียนร้านใหม่ยังคงเพิ่มขึ้น โดย ณ วันที่ 31 มกราคม 2568 มีนิติบุคคลร้านอาหาร 25,883 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 141,264 ล้านบาท. อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น การแข่งขันที่ดุเดือด และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว. การปรับตัวด้วยการควบคุมต้นทุน ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และพัฒนาเมนูที่ตอบสนองกระแสสุขภาพ พร้อมกับการทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย จะเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจร้านอาหาร Stand Alone ในอนาคต. ขนาดตลาดและอัตราการเติบโต ร้านอาหารเครื่องดื่ม รายงานวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่สื่อกรุงเทพธุรกิจอ้างอิงระบุว่าปี 2568 ตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มของไทยจะมีมูลค่าราว 657,000 ล้านบาท เติบโต 4.6 % จากปีก่อน โดยธุรกิจร้านอาหารเองคิดเป็น 572,000 ล้านบาท และร้านอาหารข้างทาง (Street Food) มีอัตราเติบโตสูงสุดที่ 6.8 % เนื่องจากราคาเข้าถึงง่ายและเป็นเมนูพื้นฐานที่ได้รับความนิยมจากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว จนมูลค่าตลาดเฉพาะสตรีทฟู้ดในปี 2568 น่าจะอยู่ราว 300,000 ล้านบาท (เติบโตต่ำกว่า 10 %). การเติบโตดังกล่าวสอดรับกับข้อมูลปี 2565 จาก Marketeer Online ซึ่งพบว่ามูลค่าร้านอาหาร Street Food ที่มีหน้าร้านอยู่ที่ 180,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 184,000–186,000 ล้านบาท ในปี 2565ส่วนร้านอาหารแบบบริการเต็มรูปแบบ (Full Service) มีมูลค่า 119,000 ล้านบาท ในปีเดียวกัน และคาดว่าจะโตขึ้นเป็น 131,000–142,000 ล้านบาท ขณะที่ร้านอาหารแบบบริการจำกัด (Limited Service) มีมูลค่า 64,000–68,000 ล้านบาท สัดส่วนเหล่านี้ชี้ว่า Street Food เป็นเซ็กเมนต์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในตลาดร้านอาหารด้วยจำนวนร้านที่กระจายอยู่ทั่วไป กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยว่าประเทศไทยมีร้านอาหารและเครื่องดื่มราว 690,000 ร้าน หรือประมาณ 9.6 ร้านต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยและร้านสตรีทฟู้ด จำนวนผู้ประกอบการและพฤติกรรมผู้บริโภค ข้อมูลจากวิกิพีเดียสะท้อนภาพรวมช่วงปี 2560–2561 ว่าไทยมีผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดประมาณ 103,000 ราย คิดเป็น 69 % ของผู้ประกอบการธุรกิจอาหารทั้งหมด และสร้างรายได้รวมราว 270,000 ล้านบาท ในกรุงเทพฯ เพียงเมืองเดียวมีแผงสตรีทฟู้ดราว 160,000 แห่ง ความนิยมสตรีทฟู้ดเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเมืองและการท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวใช้บริการร้านริมทางเป็นประจำ กสิกรไทยระบุว่ากลุ่มลูกค้า “solo dining” หรือการกินคนเดียวก็ขยายตัว ทำให้ร้านอาหารทั้งเชนใหญ่และสตรีทฟู้ดต้องปรับรูปแบบให้รองรับลูกค้าคนเดียว นอกจากนี้ โปรแกรมคนละครึ่งของรัฐและช่องทางฟู้ดเดลิเวอรีช่วยให้ร้าน Street Food มีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น แนวโน้มนี้ส่งเสริมสตรีทฟู้ดแม้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ปัจจัยเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบ ธุรกิจร้านอาหารโดยรวมต้องเผชิญกับ ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูง ทั้งเนื้อหมู ไข่ นม เนย และค่าสาธารณูปโภค ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาขายและกำไรหดตัว ขณะเดียวกัน ค่าแรงขั้นต่ำ ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องก็เป็นภาระต้นทุนหลักของร้านอาหารข้างทางเพราะใช้แรงงานคนมาก ผู้บริโภคเองตัดสินใจอย่างระมัดระวัง ทำให้การเติบโตของตลาดร้านอาหารโดยรวมอยู่ในระดับเลขหลักเดียว ถึงแม้สตรีทฟู้ดจะยังเติบโตสูงกว่ากลุ่มอื่น การแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้นเพราะมีร้านเปิดใหม่จำนวนมากและแบรนด์เชนใหญ่ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องปรับปรุงคุณภาพและควบคุมต้นทุนเพื่อความอยู่รอด สัญญาณหนึ่งของการแข่งขันคือแผนการขยายสาขาของแฟรนไชส์ “ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว” จากกว่า 4,500 แห่งเป็น 6,000 แห่งในอีก 2–3 ปี ขณะที่ธุรกิจฟูลเซอร์วิสและลิมิเต็ดเซอร์วิสมีอัตราการเติบโตน้อยกว่า ทำให้ตลาดสตรีทฟู้ดยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้เล่นใหม่ แม้ว่ามูลค่าตลาดและจำนวนร้านสตรีทฟู้ดจะถูกศึกษาอย่างละเอียด แต่ข้อมูลเชิงปริมาณที่บอกถึง ความถี่ในการรับประทานเมนูเฉพาะ ของคนไทยยังมีน้อยมากและมักอยู่ในรายงานวิจัยเฉพาะทางที่เข้าถึงยาก จึงไม่พบสถิติที่ระบุอย่างชัดเจนว่าคนไทยกิน “ข้าวมันไก่” หรือ “บะหมี่” เฉลี่ยกี่ครั้งต่อสัปดาห์ในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ จากข้อมูลที่มีอยู่พอจะสรุปได้ดังนี้ การบริโภคสตรีทฟู้ดเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน – ประเทศไทยมีร้านสตรีทฟู้ดประมาณ 103,000 รายทั่วประเทศ และเฉพาะกรุงเทพฯ ก็มีราว 160,000 แผงขาย ขนาดตลาดสตรีทฟู้ดอยู่ที่หลายแสนล้านบาทต่อปี และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจำนวนร้านและมูลค่าตลาดนี้สะท้อนว่าคนไทยซื้ออาหารริมทางเป็นประจำในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้าหรือมื้อกลางวัน เมนูเส้นและข้าวราดแกงถูกบริโภคบ่อยที่สุด – สื่อด้านอาหารระบุว่าก๋วยเตี๋ยวเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของไทย และมีร้านก๋วยเตี๋ยวกระจายอยู่แทบทุกมุมเมือง ทำให้คนสามารถกินได้ง่ายและสะดวกทั้งในเมืองและชนบท ส่วนข้าวแกงเป็นอาหารพื้นฐานที่คนไทยนิยมเพราะเลือกกับข้าวได้หลายอย่างและอิ่มท้อง จึงพบได้ทั่วไปในตลาดและร้านตามสั่ง เมนูอื่นอย่างข้าวมันไก่และข้าวหมูแดงอยู่ในกลุ่ม “กลาง” – ข้าวมันไก่เป็นเมนูยอดนิยมที่หากินได้ง่ายและกินได้ทุกมื้อ แต่ราคาต่อจานสูงกว่าเมนูเส้น จึงเป็นอาหารที่คนเมืองซื้อมากกว่าคนนอกเมือง ข้าวหมูแดง/หมูกรอบมีขายทั้งในตลาด ศูนย์อาหารและร้านข้างทาง ความนิยมอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับเมนูเส้น การขาดข้อมูลความถี่ที่ชัดเจน – การค้นหาข้อมูลในแหล่งข่าวและงานวิจัยหลายฉบับไม่พบรายงานสถิติว่าคนไทยกินเมนูแต่ละประเภทบ่อยแค่ไหนมีเพียงงานสำรวจบางชิ้นของหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่กล่าวว่าประมาณ 30 % ของผู้ตอบแบบสอบถามซื้ออาหารริมทาง 4–6 ครั้งต่อสัปดาห์ และราว 27 % ซื้อทุกวัน (ส่วนใหญ่เป็นอาหารปิ้งย่างและอาหารตามสั่ง) แต่รายงานดังกล่าวไม่ได้แยกตามเมนูและยังไม่สามารถตรวจสอบได้โดยตรง จึงต้องถือว่าเป็นข้อมูลอ้างอิงเบื้องต้น จากข้อมูลข้างต้น จึงสามารถ คาดการณ์แนวโน้มการบริโภค ได้ดังนี้ (เป็นการประเมินโดยอาศัยความนิยมและความสะดวกของแต่ละเมนู ไม่ใช่สถิติจริง) ในเขตเมือง เมนูก๋วยเตี๋ยวครองอันดับหนึ่งโดยคาดว่าคนเมืองกิน 5 ชามต่อสัปดาห์ รองลงมาคือข้าวมันไก่และข้าวแกงราว 3 มื้อต่อสัปดาห์ ส่วนข้าวหมูแดงและบะหมี่ไข่กินน้อยลงตามลำดับ ในต่างจังหวัด ข้าวแกงน่าจะถูกบริโภคบ่อยที่สุด (ประมาณ 5 มื้อต่อสัปดาห์) เพราะเป็นอาหารประจำท้องถิ่น ราคาย่อมเยา รองลงมาคือก๋วยเตี๋ยว 4 ครั้งต่อสัปดาห์ และเมนูอื่นๆ อยู่ที่ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ แผนภาพต่อไปนี้แสดงการประมาณความถี่ในการบริโภคเมนูแต่ละประเภทระหว่างคนเมืองกับคนนอกเมืองตามการคาดการณ์นี้ ซึ่งช่วยให้เห็นภาพรวมของความนิยมแม้จะไม่มีข้อมูลเชิงสถิติที่แน่ชัด: สรุป: ปัจจุบันยังไม่มีฐานข้อมูลสาธารณะใดที่รายงานความถี่ในการบริโภค “ข้าวมันไก่ – ข้าวหมูแดง – บะหมี่ – ก๋วยเตี๋ยว – ข้าวแกง” แยกตามพื้นที่อย่างละเอียด ผู้วิจัยหรือผู้ประกอบการที่ต้องการข้อมูลดังกล่าวอาจต้องสำรวจด้วยตนเอง หรือใช้งานวิจัยของหน่วยงานสาธารณสุขและมหาวิทยาลัยเป็นแนวทาง แต่โดยรวมแล้วเมนูเส้นและข้าวราดแกงยังคงเป็นอาหารที่คนไทยบริโภคบ่อยที่สุดทั้งในเมืองและต่างจังหวัด เมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยม เมื่อพิจารณาจากการจัดอันดับของ TasteAtlas (เก็บข้อมูลรีวิวออนไลน์) เมนูสตรีทฟู้ดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ Pad Thai, Som tam (ส้มตำ), ไก่ย่าง, โรตีคะไน, ข้าวผัด, ผักบุ้งไฟแดง, ข้าวขาหมู, ไส้กรอกอีสาน, เย็นตาโฟ และก๋วยเตี๋ยวเรือ โดยแต่ละเมนูมีรสชาติและความเรียบง่ายที่ ดึงดูดผู้บริโภคทั้งคนไทยและต่างชาติ แผนภูมิด้านล่างแสดงคะแนนความนิยม (ยิ่งสูงยิ่งนิยม) และสัดส่วนมูลค่าตลาดแต่ละประเภท ขนาดตลาดของสตรีทฟู้ด ตลาดร้านอาหารไทยยังอยู่ในช่วงขาขึ้นแต่มูลค่าการเติบโตเริ่มชะลอลง สตรีทฟู้ดยังคงเป็นเซ็กเมนต์ที่เติบโตเด่นสุด เพราะมีเมนูพื้นฐาน ราคาย่อมเยา และเข้าถึงง่าย ปี 2568 คาดว่ามูลค่าตลาด Street Food จะอยู่ราว 300,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าร้านอาหารแบบอื่นแม้ถูกท้าทายจากภาวะเงินเฟ้อและค่าแรงที่สูงขึ้น ภาพรวมมีผู้ประกอบการประมาณ 103,000–160,000 ราย และแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง หากผู้ประกอบการสามารถรักษาคุณภาพ ควบคุมต้นทุน และนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารธุรกิจก็จะสามารถจับกระแสการฟื้นตัวของตลาดและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงได้. การวิเคราะห์ความนิยมของร้านอาหารสตรีทฟู้ดหลัก 5 ประเภท ข้าวมันไก่ (Khao Man Gai), ข้าวหมูแดง (Khao Moo Daeng), บะหมี่ (Ba Mee), ก๋วยเตี๋ยว/ก๋วยเตี๋ยวน้ำ (Guay Tiao) และข้าวแกง (Khao Gaeng)—โดยเปรียบเทียบความนิยมใน คนเมือง กับ คนนอกเมือง พร้อมอธิบายปัจจัยเชิงเศรษฐศาสตร์และแสดงแผนภาพประกอบ ภาพรวมความนิยมตามแหล่งข้อมูล ข้าวมันไก่ – เว็บไซต์สูตรอาหาร Allrecipes ระบุว่าข้าวมันไก่เป็นหนึ่งในอาหารไทยที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด และ “หากินได้ทุกที่ ตั้งแต่รถเข็นริมทางจนถึงร้านอาหาร” จึงเป็นเมนูหลักตามแผงอาหารในเมืองใหญ่และตลาดนัดนอกเมือง ข้าวหมูแดง – บทความวิกิพีเดียอธิบายว่า ข้าวหมูแดงและข้าวหมูกรอบสามารถ “พบได้ง่ายทั้งตามข้างทาง ในศูนย์อาหาร ตลาด หรือร้านอาหารต่าง ๆ” แสดงถึงการกระจายตัวที่กว้างในทุกจังหวัด บะหมี่/ก๋วยเตี๋ยว – ก๋วยเตี๋ยวน้ำถูกยกให้เป็น “หนึ่งในเมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยมของไทย” และไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนใดของประเทศก็จะมีร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ใกล้ ๆ เสมอ ในขณะที่ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ (Kuay Teow Neua) ก็ถูกระบุว่าเป็นอาหารริมทางยอดนิยมโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ สะท้อนถึงความนิยมของเมนูก๋วยเตี๋ยวในเขตเมือง ข้าวแกง – วิกิพีเดียระบุว่าข้าวแกงเป็นอาหาร “ประจำถิ่นที่คนไทยนิยมรับประทาน เพราะสะดวกและมีรสจัดจ้าน” และหาซื้อได้ในร้านอาหาร แผงลอย และตลาดทั่วประเทศ นอกจากเป็นมื้อกลางวันของคนเมืองแล้ว ยังเป็นอาหารหลักในชนบทเพราะราคาไม่แพงและเลือกกับข้าวได้หลายอย่าง การจัดอันดับความนิยม เนื่องจากไม่มีข้อมูลเชิงตัวเลขเปรียบเทียบโดยตรง การจัดอันดับนี้จึงอาศัยข้อมูลจากเอกสารข้างต้นและวิเคราะห์ร่วมกับลักษณะการบริโภคในชีวิตจริงของคนไทย ประเภทอาหาร ความนิยมในคนเมือง ความนิยมในคนนอกเมือง ก๋วยเตี๋ยว/ก๋วยเตี๋ยวน้ำ สูงมาก – มีร้านทุกมุมเมืองและเป็นอาหารเร่งด่วนสำหรับคนทำงาน (อ้างอิงจาก hot-thai-kitchen.com) สูง - มีร้านก๋วยเตี๋ยวชุมชนในตลาดและตามเส้นทางหลัก ข้าวมันไก่ สูง - เป็นจานด่วนยอดนิยมที่หาร้านได้ทั่วไปในเมือง (อ้างอิงจาก allrecipes.com) ปานกลาง - มีขายตามตลาดนัดและอำเภอ แต่ร้านเฉพาะทางน้อยกว่าในเมือง ข้าวหมูแดง ปานกลาง - มีทั้งร้านรถเข็นและร้านประจำในศูนย์อาหาร (อ้างอิงจาก en.wikipedia.org) ปานกลาง – มีร้านขายข้าวหมูแดงขนาดเล็กร่วมกับเมนูอื่น ๆ บะหมี่ (ไข่) ปานกลาง - ส่วนใหญ่เป็นร้านบะหมี่จับกัง หรือร้านก๋วยเตี๋ยวที่เสิร์ฟบะหมี่เป็นทางเลือกหนึ่ง ค่อนข้างต่ำ - เจอได้น้อยกว่าเมนูอื่น เพราะร้านเล็ก ๆ นิยมขายก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวแกงมากกว่า ข้าวแกง ปานกลาง - นิยมเป็นอาหารกลางวันของคนทำงาน เพราะเลือกกับข้าวได้หลายอย่าง (อ้างอิงจาก en.wikipedia.org) สูงมาก – เป็นอาหารหลักตามตลาดเช้าและเย็น เพราะอิ่มท้อง ราคาย่อมเยาและทำได้ง่ายกว่าการต้มก๋วยเตี๋ยว ปัจจัยเชิงเศรษฐศาสตร์ ราคาและความคุ้มค่า – ข้าวแกงและก๋วยเตี๋ยวมีราคาเริ่มต้นต่ำ (~30–40 บาทต่อจาน) ทำให้เป็นทางเลือกหลักของคนชั้นแรงงานทั้งในเมืองและชนบท ส่วนข้าวมันไก่และข้าวหมูแดงมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อยเพราะใช้เนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ ต้นทุนวัตถุดิบ – เนื้อหมูและไก่มีราคาผันผวนจากภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ผู้ขายเมนูข้าวมันไก่และข้าวหมูแดงต้องปรับราคา ส่วนเมนูก๋วยเตี๋ยวและข้าวแกงสามารถปรับลดปริมาณเนื้อหรือเพิ่มผักได้ จึงยืดหยุ่นกว่าในสภาวะต้นทุนสูง. ความสะดวกและเวลา – คนเมืองมีวิถีชีวิตเร่งรีบ จึงนิยมอาหารที่ปรุงเสร็จเร็วอย่างก๋วยเตี๋ยวและข้าวมันไก่ ตามที่บทความ Hot Thai Kitchen กล่าวว่าร้านก๋วยเตี๋ยวมีอยู่ทุกที่ ในชนบท การกินข้าวแกงที่ทำเองหรือซื้อในตลาดเหมาะกับครอบครัวใหญ่และใช้เวลาน้อย. แผนภาพการเปรียบเทียบความนิยม แผนภาพด้านล่างแสดงคะแนนความนิยมแบบประมาณการ (ยิ่งมากยิ่งได้รับความนิยม) ของ 5 เมนูในเขตเมืองและต่างจังหวัด สังเกตว่าก๋วยเตี๋ยวครองอันดับหนึ่งในเมือง ขณะที่ข้าวแกงได้รับความนิยมมากที่สุดนอกเมือง สรุป: ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าทั้งห้าเมนูเป็นอาหารสตรีทฟู้ดที่คนไทยบริโภคอย่างแพร่หลาย โดย ก๋วยเตี๋ยว เป็นเมนูยอดนิยมอันดับหนึ่งในเขตเมืองเพราะมีร้านจำนวนมากและสะดวก ส่วนในต่างจังหวัด ข้าวแกง ยังเป็นอาหารหลักที่คนชอบเพราะเลือกกับข้าวได้หลากหลายและราคาย่อมเยา การจัดอันดับ–ประเมิน “ความถี่การรับประทาน” และ “มูลค่าตลาดโดยประมาณ” ของ 11 ประเภทสตรีทฟู้ดไทย สรุป (จากแบบจำลองปี 2025) อันดับตาม “มูลค่าตลาดโดยประมาณ” (พันล้านบาท | ส่วนแบ่งตลาด %) ก๋วยเตี๋ยว 4 | 13.4% ข้าวแกง 9 | 13.1% ส้มตำ 0 | 11.4% ไก่ทอด 3 | 10.3% ข้าวมันไก่ 6 | 9.3% หมูปิ้ง 3 | 8.8% ข้าวหมูแดง 6 | 7.7% ราดหน้า 3 | 7.2% โจ๊ก 6 | 7.0% ข้าวขาหมู 5 | 6.3% ผัดไท 6 | 5.5% ขนาดตลาดรวมที่ใช้จัดสรร: สตรีทฟู้ดไทยปี 2023 ราว 425,000 ล้านบาท (กสิกรวิจัย) และปรับเป็น ปี 2025e ≈ 449,000 ล้านบาท ด้วยสมมติฐานเติบโต +2.8%/ปี ตามภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มไทยของกสิกรวิจัย (ใช้เป็น proxy) แล้วคูณ 2 ปี (2024–2025). ตัวชี้วัด “การถูกนำเสนอ/ความนิยมออนไลน์”: รายการ เมนูที่คนสั่งมากสุดบนเดลิเวอรีปี 2024 (LINE MAN สะท้อนดีมานด์จริง): มี ส้มตำ (สองอันดับ), ข้าวมันไก่, ราดหน้า, ผัดไท, ข้าวขาหมู ติดชาร์ต → แปลงเป็นคะแนนถ่วงน้ำหนัก. สัญญาณเฉพาะ: ไก่ทอด ถูกเสิร์ฟมากกว่า 21 ล้านชิ้น ในปี 2024 (สถิติทางการของ LMWN) → ให้คะแนนสูงขึ้น. หมวดก๋วยเตี๋ยว ได้ “โบนัสความแพร่หลาย” จากการเป็นสตรีทฟู้ดยอดนิยม/คลาสสิกที่พบทั่วประเทศ (TasteAtlas และ Hot Thai Kitchen กล่าวถึงชัด) ดันขึ้นเป็นอันดับ 1. ความถี่การรับประทาน (ครั้ง/เดือน): ประมาณการผู้บริโภคเมืองไทยทั่วไป โดยอิงความนิยมเดลิเวอรี + ความเป็นเมนูประจำวัน (เช่น ข้าวแกง/ก๋วยเตี๋ยวสูง, ผัดไทต่ำกว่าเมื่อเทียบเมนูประจำ) นำมาถ่วงกับคะแนนความนิยมออนไลน์เพื่อได้ “น้ำหนักรวม” แล้วจัดสรรตลาดรวม วิเคราะห์เชิงคุณภาพ & อ้างอิงสำคัญ ก๋วยเตี๋ยว (อันดับ 1): เป็นอาหารริมทางที่ “พบได้ทั่วไป” และถูกยกเป็นเมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยมของไทย/กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง → ดีมานด์กว้างทั้งวัน หลายช่วงราคา หลายสไตล์ จึงกินส่วนแบ่งสูงสุด. ข้าวแกง (อันดับ 2): อาหารจานด่วน-ประจำถิ่น “เลือกกับข้าวได้หลากหลาย” พบได้ตั้งแต่ตลาด ร้านแผงลอย ไปจนปั๊มน้ำมัน–ศูนย์อาหารในชีวิตประจำวัน → ความถี่สูงมาก โดยเฉพาะมื้อกลางวัน. ส้มตำ (อันดับ 3): ติดชาร์ต Top Orders ปี 2024 ทั้ง “ส้มตำไทย/ส้มตำป่า” สองตำแหน่ง สะท้อนการสั่งซ้ำจำนวนมากทั่วประเทศ. ไก่ทอด (อันดับ 4): LINE MAN รายงานว่าเป็นเมนูที่ “ถูกสั่งมากที่สุด” ปี 2024 เสิร์ฟเกิน 21 ล้านชิ้น → ดันสัดส่วนตลาดสูงแม้ราคาต่อออเดอร์อาจต่ำ/หลากหลาย. ข้าวมันไก่ (อันดับ 5): ระบุชัดว่าเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยม “หากินได้ทุกที่ ตั้งแต่รถเข็นถึงร้านอาหาร” ยืนยันความแพร่หลาย. หมูปิ้ง (อันดับ 6): สแน็ก/อาหารเช้าที่พบได้ทั่วไปหน้าโรงเรียน–ตลาดเช้า–ตลาดเย็น ความถี่ปานกลางค่อนไปสูง (อ้างอิงบทความเชิงพรรณนาและข้อมูลชุมชนออนไลน์). ข้าวหมูแดง (อันดับ 7): วิกิพีเดียระบุ “พบได้ง่ายทั้งตามข้างทาง ศูนย์อาหาร ตลาด หรือร้านอาหาร” → ดีมานด์กว้างในเมืองใหญ่. ราดหน้า, โจ๊ก, ข้าวขาหมู (อันดับ 8–10): ล้วนมีสัญญาณนิยมทั้งจากลิสต์เดลิเวอรี (ราดหน้า/ข้าวขาหมูติดชาร์ต) และเป็นมื้อเฉพาะช่วง (เช่น โจ๊กมื้อเช้า) ทำให้สัดส่วนปานกลาง. ผัดไท (อันดับ 11): แม้เป็นเมนูไอคอนระดับโลก แต่พฤติกรรมการกินประจำวันของคนไทยมักเลือกเมนูเรียบง่าย/เร็วกว่า จึงมีสัดส่วนเล็กกว่าเมนู “ทุกวัน”. (ยังติดชาร์ต Top Orders ปี 2024 แต่คะแนนถ่วงความถี่ต่ำกว่า) ความถี่การรับประทาน (โดยประมาณการต่อ “ผู้บริโภคเมือง” ต่อเดือน) ก๋วยเตี๋ยว ≈ 8 ครั้ง | ข้าวแกง ≈ 8 | ส้มตำ ≈ 6 | ไก่ทอด ≈ 5 ข้าวมันไก่ ≈ 4 | หมูปิ้ง ≈ 4 | ข้าวหมูแดง ≈ 3 | ราดหน้า ≈ 3 | โจ๊ก ≈ 3 ข้าวขาหมู ≈ 2.5 | ผัดไท ≈ 2 หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็น ประมาณการเชิงผู้เชี่ยวชาญ ที่อาศัยสัญญาณจากความนิยมเดลิเวอรี/การพบเห็นทั่วไปและรูปแบบมื้อ (เช้า/กลางวัน/เย็น) ไม่ใช่สำรวจภาคสนามโดยตรง แต่สอดคล้องกับอินไซต์ว่าการสั่งเดลิเวอรีและการพึ่งพาอาหารนอกบ้านในไทยมีความถี่สูง (เช่น สัดส่วนผู้ใช้แอปเดลิเวอรีบ่อยครั้ง) แม้สภาพเศรษฐกิจผันผวน. แหล่งอ้างอิงหลัก มูลค่าสตรีทฟู้ดไทยปี 2023 ประมาณ 425,000 ลบ. (PMCU อ้าง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย). ภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มไทยปี 2025: มูลค่าตลาด ~646,000 ลบ. และ คาดโต +2.8% → ใช้เป็น proxy growth ให้ฝั่งสตรีทฟู้ด. รายการ Top 15 Most Ordered Dishes 2024 (Thailand) (อ้าง The Nation สรุปจาก LINE MAN): มี ส้มตำ, ข้าวมันไก่, ราดหน้า, ผัดไท, ข้าวขาหมู ติดอันดับ. ไก่ทอด: เมนูขายดีที่สุดบน LINE MAN ในปี 2024 เสิร์ฟ >21 ล้านชิ้น. หมวดก๋วยเตี๋ยว: ถูกยกเป็นสตรีทฟู้ดยอดนิยม/พบทั่วไป (TasteAtlas & Hot Thai Kitchen). ข้าวมันไก่: “พบได้ทุกที่ ตั้งแต่รถเข็นถึงร้านอาหาร” (Allrecipes). ข้าวหมูแดง: “พบได้ง่ายทั้งตามข้างทาง ศูนย์อาหาร ตลาด หรือร้านอาหาร” (Wikipedia). ข้าวแกง: อธิบายความเป็น คาเรออน-ไรซ์ ที่ยังเข้าถึงง่ายในชีวิตประจำวัน. ข้อจำกัด & ทางปรับปรุง การ “นับข่าว/การนำเสนอออนไลน์” ทำได้ยากแบบหนึ่ง-ต่อ-หนึ่ง (เพราะแพลตฟอร์ม/อัลกอริทึมต่างกัน) จึงใช้ สัญญาณเชิงพฤติกรรม ที่วัดได้จริง (ออร์เดอร์เดลิเวอรี/บทความอ้างอิง) มาถ่วงน้ำหนักร่วมกับการแพร่หลายของร้านในชีวิตจริง ไฮไลต์แข่งกัน “ตามเขต” เมนูที่ “นำ” ในเขต CBD/ใจกลางเมือง เขต ปทุมวัน, บางรัก, สาทร, คลองเตย, วัฒนา, ราชเทวี: โมเดลให้ ก๋วยเตี๋ยว ขึ้นนำภายในเขต (~14.4%) ตามด้วย ข้าวแกง และ ส้มตำ (ดูตาราง Top-3 ต่อเขตด้านข้าง) ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทย่านนี้เป็นศูนย์กลางธุรกิจ–ช็อปปิง/ท่องเที่ยว (สยาม–ราชประสงค์ในปทุมวัน, สีลมในบางรัก/สาทร ฯลฯ). Wikipedia+2Wikipedia+2 เมนูที่ “นำ” ในเขตที่อยู่อาศัยรอบใน–รอบนอก กลุ่ม ลาดกระบัง, มีนบุรี, คลองสามวา, หนองจอก (ชานเมืองตะวันออก) และ ตลิ่งชัน, ภาษีเจริญ, บางแค, ธนบุรี (ฝั่งธน) โมเดลชี้ว่า ข้าวแกง นำ (~14.0–14.2%) ตามด้วยก๋วยเตี๋ยว/โจ๊ก เนื่องจากเป็นมื้อประจำวัน ราคาเข้าถึงง่าย และพบได้ถี่ตามตลาด/ชุมชน. ข้อมูลเปิดของ กทม. มีชุด “ข้อมูลตลาด 50 เขต” ใช้ยืนยันความหนาแน่นของแหล่งอาหารในหลายเขตเหล่านี้ได้. เมนูที่ดันขึ้นในย่านออฟฟิศ–ท่องเที่ยวเกิดใหม่ (Rama 9 ฯลฯ) ห้วยขวาง, ดินแดง, พญาไท, จตุจักร: โมเดลเพิ่มน้ำหนัก ก๋วยเตี๋ยว/ไก่ทอด/ส้มตำ/ผัดไท ภายในเขต (Top-3 ~14.1%/10%+/12% ตามลำดับ) จากลักษณะพื้นที่ศูนย์การค้า/ออฟฟิศ–เดินทางสะดวก (เช่น Central Rama 9). เมนูเด่นเฉพาะบางเขต ไก่ทอด โผล่แรงกว่าเดิมในเขตแหล่งงาน/ท่องเที่ยว (CBD/EMCBD) เพราะเป็นเมนูสั่งบ่อยที่สุดบน LINE MAN ปี 2024 (>21 ล้านชิ้น). ข้าวมันไก่/ข้าวหมูแดง/ราดหน้า กระจายดีในทุกคลัสเตอร์ (ร้านประจำชุมชน–ศูนย์อาหาร) โดยโมเดลให้สัดส่วนคงที่ใกล้เคียงฐานในเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่น หมายเหตุ: สภาพ “การแข่งขัน” รายเขตในโลกจริงยังได้รับอิทธิพลจากการจัดระเบียบหาบเร่–แผงลอยของ กทม. (2 ปีล่าสุดลดไปกว่า 10,000 ราย) และความหนาแน่นของ “แหล่งอาหารรวม” รายเขต (งานวิจัยเชิงข้อมูลเคยชี้ว่า วัฒนา, ปทุมวัน, จตุจักร, คลองเตย, บางรัก ติดกลุ่มบน ขณะที่ ทวีวัฒนา, หนองจอก อยู่ล่าง). ปัจจัยเหล่านี้สะท้อน “สนามแข่งขัน” รายเขตโดยตรง. ข้อมูล "หมวดอาหารยอดสั่ง (Orders)" และ "ค้นหามากที่สุด (Searches)" Foodpanda รายงานสถิติปี 2024 โดยแยกเป็น Top 15 อาหารที่สั่งมากที่สุด และ Top 15 ที่มีการค้นหามากที่สุด Top 15 เมนูที่ถูกสั่งมากที่สุด ผัดกะเพรา (Pad Kaprao) — ที่ 1 ด้วยยอดสั่งเกิน 800,000 ครั้ง ข้าวผัด (Fried Rice) ส้มตำไทย (Som Tum Thai) ข้าวมันไก่ (Khao Man Gai) ขนมจีน (Khanom Jeen) ชาไทย (Thai Milk Tea) ลาบ (Larb) ผัดซีอิ๊ว (Pad See Ew) ส้มตำป่า (Som Tum Pa) ราดหน้า (Rad Na) ไข่เจียว (Thai Omelette) ผัดไทย (Pad Thai) คอหมูย่าง (Grilled Pork Neck) ไก่ย่าง (Grilled Chicken) ข้าวขาหมู (Khao Kha Moo) Top 15 เมนูที่ถูกค้นหามากที่สุด ส้มตำ (Som Tum) ก๋วยเตี๋ยว (Noodles) ข้าวมันไก่ (Khao Man Gai) ยำ (Yum) ไก่ทอด (Fried Chicken) ขนมจีน (Khanom Jeen) โจ๊ก (Rice Porridge/Congee) โรตี (Roti/Crepes) ผัดไทย (Pad Thai) ไก่ย่าง (Grilled Chicken) ข้าวขาหมู (Khao Kha Moo) สุกี้ (Suki) หมูปิ้ง (Grilled Pork Skewers) ก๋วยเตี๋ยวเรือ (Boat Noodles) ปลาย่าง (Grilled Fish) สรุปภาพรวม: เทรนด์ยอดนิยม ผัดกะเพรา เบอร์หนึ่งในด้าน "ถูกสั่ง" มากที่สุด แซงหน้าทุกรายการ โดยเฉพาะเป็นเมนูประจำและ สั่งง่าย ส้มตำ ได้ตำแหน่งสูงสุดในอันดับ "การค้นหา" ตลอดกาล มักอยู่ในใจและสนใจ์ผู้ใช้มาก เมนู ข้าวมันไก่ สะท้อนคอนฟอร์มฟู้ดว่าได้รับความนิยมสูงในการทั้งสั่งและค้นหา เมนูคลาสสิกอย่าง ราดหน้า, ผัดไทย, ข้าวขาหมู, ไก่ทอด, โจ๊ก ก็ยังติดทั้งในอันดับสั่งและค้นหา แม้ไม่ได้เป็นอันดับท็อป สรุปภาพรวม : เทรนด์ยอดนิยม หลักเกณฑ์ อันดับที่ 1 อันดับที่ 2 อันดับที่ 3 สั่งมากที่สุด ผัดกะเพรา ข้าวผัด ส้มตำไทย ค้นหามากที่สุด ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ Insight & ความถี่การสั่ง การสั่งผ่านแอปในไทยถี่มาก: ผลสำรวจระบุว่า 83.2% ของผู้ใช้สั่งอาหารออนไลน์อย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง, และ 20% สั่งทุกวัน แสดงให้เห็นว่าการสั่งอาหารออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน. วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ผัดกะเพรา ตอบโจทย์ความคุ้มค่า—ราคาไม่แพง สั่งง่าย และเหมาะกับชีวิตทันใจในเมือง → ทำให้กินบ่อยเป็นอันดับ 1 ส้มตำ มีภาพลักษณ์สดชื่นและมีหลายรูปแบบ (ปกติ/ป่า/ไข่มุก ฯลฯ) → จึงอยู่ใน Top ค้นหาตลอด ข้าวมันไก่ ได้รับความนิยมในเดลิเวอรีเพราะสะดวก สั่งง่าย และได้อาหารเป็นจานหลักครบถ้วน เมนูอื่น ๆ อย่าง ก๋วยเตี๋ยว, ราดหน้า, โจ๊ก เป็นอาหารประจำวันสำหรับหลายกลุ่ม และกินได้หลายมื้อ → ครองรวดหลายอันดับแต่ไม่สูงสุด