ภาพรวมธุรกิจเครื่องดื่มและแฟรนไชส์ในปี 2025

ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์

 

  1. ภาพรวมตลาดและทิศทางธุรกิจปี 2025

การเติบโตของตลาด: ธุรกิจร้านเครื่องดื่มและแฟรนไชส์ในปี 2025 (พ.ศ. 2568) ยังคงเติบโต แต่ในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ามูลค่าตลาดรวมร้านอาหารเครื่องดื่มอยู่ที่ประมาณ 646,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 2.8% จากปี 2567 ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่เคยประเมินโต 4.6%

สาเหตุหลักมาจาก เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลให้กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง และ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัว ไม่เพิ่มขึ้นตามคาดการณ์ ทำให้รายได้ภาคท่องเที่ยวหนุนธุรกิจลดลงกว่าที่หวัง นอกจากนี้ การแข่งขันสูง ในตลาดร้านอาหาร-เครื่องดื่มประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน ทำให้ผู้ประกอบการขึ้นราคาขายได้จำกัด ส่งผลกดดันต่อรายได้และกำไรในธุรกิจนี้ ผู้ประกอบการจึงระมัดระวังมากขึ้นในการขยายสาขาใหม่ โดยจะพิจารณาปัจจัยด้านต้นทุนค่าแรง ค่าเช่า และกำลังซื้อในพื้นที่เป็นสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุนเพิ่มสาขา

จจัยทางเศรษฐกิจและต้นทุน: ในปี 2025 เศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา ต้นทุนดำเนินธุรกิจปรับสูงขึ้น ทั้งค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่ม (สัดส่วนราว 15% ของต้นทุน) รวมถึงค่าสาธารณูปโภคและค่าเช่าที่รวมกว่า 20% ของต้นทุน ราคาวัตถุดิบอาหารหลายรายการทรงตัวในระดับสูง เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมูสด ปรับตัวขึ้น และวัตถุดิบนำเข้าอย่าง นมผง เนย ชีส แป้งสาลี โกโก้ เมล็ดกาแฟ แม้ราคาลดลงเล็กน้อยจากต้นปี 2568 แต่ก็ยังผันผวนสูง กลุ่มร้านเครื่องดื่มและเบเกอรี่ที่ใช้วัตถุดิบนำเข้ามีต้นทุนสูงขึ้นมาก กำไรจึงถูกบีบคั้น ผู้ประกอบการหลายรายเลือกจะ ไม่ขึ้นราคา มากนักเพื่อรักษาลูกค้า ทว่าต้องยอมรับกำไรที่บางลง

 

กลุ่มเครื่องดื่มที่ขับเคลื่อนตลาด:

แม้ภาพรวมเติบโตต่ำ แต่ยังมีกลุ่มเครื่องดื่มบางประเภทที่โดดเด่นและเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดในปีนี้:

  • กาแฟ: ยังคงเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมและตลาดใหญ่สุด คนไทยบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเฉลี่ย กว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี (เกือบ 1 แก้วต่อวัน) ส่งผลให้มูลค่าตลาดกาแฟไทยปี 2568 พุ่งแตะ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ~8.3% จากปีก่อน แม้เศรษฐกิจซบเซา   ร้านกาแฟทั้งรายใหญ่และรายย่อยผุดขึ้นจำนวนมาก ในครึ่งปีแรก 2568 มีการจดทะเบียนธุรกิจร้านกาแฟใหม่ถึง 415 ราย (เพิ่มขึ้น 8.9% YoY) สะท้อนความร้อนแรงของธุรกิจกาแฟไทย   กลุ่มเชนร้านกาแฟขนาดใหญ่ (เช่น Cafe Amazon, Starbucks) ยังคงขยายสาขาต่อเนื่องด้วยความได้เปรียบด้านแบรนด์และเงินทุน ขณะที่กาแฟสดและกาแฟ Specialty กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาคุณภาพและความแปลกใหม่
  • ชานมไข่มุกและชา: ธุรกิจชานมไข่มุกยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นเครื่องดื่มกระแสหลักของคนไทยยุคนี้ มีการประเมินว่าตลาดชานมไข่มุกในไทยเติบโตเฉลี่ยราว 7% ต่อปี โดยในปี 2566 มีมูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปอีกในอนาคตตามความต้องการของกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและวัยทำงาน แม้ว่าจะมีร้านชาไข่มุกจำนวนมากในตลาด (ทั้งแบรนด์แฟรนไชส์ใหญ่และร้านรายย่อย) ทำให้การแข่งขันสูง แต่เครื่องดื่มชนิดนี้ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนไทย หลายแบรนด์พยายามสร้างจุดขายใหม่ ๆ เช่น ชานมสูตรไข่มุกเพื่อสุขภาพ (ลดน้ำตาล ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ) เพื่อตอบโจทย์เทรนด์รักสุขภาพ (ดูเพิ่มเติมในส่วนเทรนด์สุขภาพด้านล่าง)
  • เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและฟังก์ชันนัล: กระแสรักสุขภาพที่ยังแรงดีไม่มีตกหลังยุคโควิดส่งผลให้ เครื่องดื่มสุขภาพระดับพรีเมียม เป็นเซ็กเมนต์ที่เติบโตโดดเด่น ผู้บริโภคมองหาเครื่องดื่มที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น น้ำผักผลไม้สกัดเย็น สมูทตี้โปรตีน เครื่องดื่มวิตามินเสริม เป็นต้น กลุ่มนี้แม้ตลาดยังเล็กกว่าเครื่องดื่มกระแสหลัก แต่มีการขยายตัวสูง หลายแบรนด์ออกเมนูใหม่เอาใจสายเฮลท์ตี้ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟทางเลือก (เช่นใส่คอลลาเจนหรือสมุนไพร) น้ำผลไม้ผสมวิตามิน หรือชาออร์แกนิกไร้น้ำตาล ซึ่งได้รับการตอบรับดี

เทรนด์ Functional Drinks เช่น เครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นที่เสริมวิตามิน/เกลือแร่ (Hydration drinks) ก็ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพเช่นกัน

ตลาดธุรกิจร้านเครื่องดื่มปี 2025 ยังคงเติบโตได้เล็กน้อย จากแรงหนุนการขยายสาขาของผู้เล่นทั้งรายใหญ่และรายเล็ก รวมถึงการเข้ามาของแบรนด์เครื่องดื่มจากต่างประเทศที่สร้างสีสันใหม่ให้ตลาด กลุ่มเบเกอรี่และไอศกรีมที่ขายควบคู่เครื่องดื่มก็เติบโตดี ช่วยเพิ่มมูลค่าตลาดโดยรวม

ผู้ประกอบการต้องเผชิญ โจทย์ท้าทาย ทั้งด้านต้นทุนที่สูงและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ทำให้การรักษากำไรในธุรกิจนี้ทำได้ยากขึ้น จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้รัดกุมยิ่งขึ้น

  1. พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ก่อนโควิด vs. หลังโควิด: พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มของคนไทยในปี 2025 แตกต่างจากช่วงก่อนโควิดอย่างมีนัยสำคัญ

ช่วงก่อนปี 2020 ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการไปซื้อเครื่องดื่มที่ร้านนั่งดื่มในร้านหรือซื้อกลับบ้านเป็นหลัก

การสั่งเครื่องดื่มผ่านเดลิเวอรี่ออนไลน์ยังไม่แพร่หลายเท่าปัจจุบัน และประเด็นเรื่องสุขอนามัยหรือสุขภาพอาจไม่ได้อยู่ในความสนใจอันดับต้น ๆ ของทุกคน แต่หลังผ่านวิกฤตโควิด-19 ผู้บริโภคปรับตัวสู่ วิถีใหม่ (New Normal) หลายอย่างกลายเป็นพฤติกรรมถาวร ได้แก่ การใช้บริการเดลิเวอรี่/ออนไลน์ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด (ธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารเครื่องดื่มเคยโตสูงถึง ~80% ช่วงโควิด) และแม้หมดล็อกดาวน์ คนจำนวนมากยังคงสั่งเครื่องดื่มผ่านแอปเพราะความสะดวก อีกทั้งยังมี ความใส่ใจเรื่องสุขภาพและความสะอาด มากขึ้น ผู้บริโภคสนใจที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และมาตรการสุขอนามัยของร้านมากกว่าเดิม

นอกจากนี้ การล็อกดาวน์ยาวนานทำให้ผู้บริโภคโหยหาประสบการณ์นอกบ้าน เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นจึงให้คุณค่ากับ การออกไปนั่งร้าน เพื่อสังคมและเสพบรรยากาศมากขึ้นด้วย ในภาพรวม ผู้บริโภคยุคหลังโควิดมีความคาดหวังสูงและซับซ้อนขึ้น มีความเป็น Omni-channel คือพร้อมซื้อทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ตามความสะดวกของตน

ราคา vs. สุขภาพ vs. ประสบการณ์: ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคปี 2025 มีหลากหลายมิติมากกว่าในอดีต โดยสามปัจจัยหลักที่กล่าวถึงบ่อยคือ ราคา สุขภาพ และ ประสบการณ์ ซึ่งแท้จริงแล้วผู้บริโภคยุคนี้ต้องการ “ครบทุกด้าน” ในเวลาเดียวกัน ผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคกว่า 70% ให้ความสำคัญกับราคา เป็นอันดับหนึ่งในภาวะค่าครองชีพสูง (หลายคนลดปริมาณหรือความถี่การซื้อเพราะราคาสินค้าสูงขึ้น)  อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะมองข้ามเรื่องอื่นๆ เพราะ

 

มาตรฐานความพึงพอใจในยุคนี้ประกอบด้วย 5 ปัจจัยสำคัญความแปลกใหม่, ประสบการณ์ที่ดี, คุณภาพ, สุขภาพ, และความคุ้มค่าคุ้มราคา ซึ่งผู้บริโภคคาดหวังจากสินค้า/บริการแทบทุกชนิด กล่าวคือ ต้องอร่อยและมีคุณภาพ, มีเมนูใหม่หรือสิ่งแปลกใหม่ให้ลอง, ดีต่อสุขภาพหรืออย่างน้อยไม่ทำลายสุขภาพ, ราคาสมเหตุสมผล, และมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำ หากขาดด้านใดด้านหนึ่งไป ลูกค้าอาจเปลี่ยนใจไปหาร้านอื่นทันทีเนื่องจากความภักดีต่อแบรนด์ค่อนข้างต่ำในยุคนี้

แนวโน้มนี้เห็นชัดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z ที่มีพฤติกรรมแตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจน คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ มากกว่าแค่ตัวสินค้าพื้นฐาน เช่น ชอบร้านที่มีบรรยากาศดี มีมุมถ่ายรูปสวย เมนูมีเรื่องราวหรือแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร นอกจากนี้ยังใส่ใจ คุณค่าที่แบรนด์ยึดถือ เช่น ความยั่งยืนและจรรยาบรรณทางธุรกิจ – Gen Z จำนวนไม่น้อยเลือกสนับสนุนแบรนด์ที่รักษ์โลกหรือมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม ในขณะที่ Gen X (วัยผู้ใหญ่ขึ้นไป) มักเน้นความสะดวกและความคุ้มค่าเป็นหลักมากกว่า  ดังนั้นเราจะเห็นร้านกาแฟ/เครื่องดื่มมีหลายรูปแบบเพื่อตอบโจทย์กลุ่มต่างๆ ตั้งแต่ร้าน Grab & Go ที่เร็วสะดวกไปจนถึงคาเฟ่บรรยากาศพิเศษสำหรับสายเสพบรรยากาศ

เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืน: ผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน เทรนด์ “กิน-ดื่มเป็นยา” กำลังมาแรง – คนมองหาเครื่องดื่มที่มีประโยชน์เพิ่มเติม เช่น เสริมวิตามิน เพิ่มใยอาหาร ลดน้ำตาล ลดสารปรุงแต่ง เป็นต้น แบรนด์ต่างๆ ตอบสนองด้วยการพัฒนาเมนูเพื่อสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มน้ำตาลต่ำ เครื่องดื่มจากวัตถุดิบธรรมชาติออร์แกนิก หรือเมนูสำหรับคนแพ้แลคโตส/กลูเตน เป็นต้น นอกจากนี้กระแสรักสุขภาพยังเปิดทางให้กับ เครื่องดื่มเฉพาะกลุ่ม เช่น น้ำคอมบุชาชาหมัก น้ำสมุนไพรพื้นบ้าน น้ำเต้าหู้และนมจากพืช ฯลฯ ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าที่ดีต่อสุขภาพและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ (เช่น สายออกกำลังกายอาจซื้อโปรตีนเชคหรือสมูทตี้โปรตีนหลังเวิร์คเอาท์ เป็นต้น)

ส่วนเรื่อง ความยั่งยืน (Sustainability) เริ่มกลายเป็นปัจจัยที่ผู้บริโภคคำนึงถึงในการเลือกซื้อเครื่องดื่ม แม้ในไทยจะยังไม่ใช่ปัจจัยหลักเทียบเท่ารสชาติหรือราคา แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แบรนด์เครื่องดื่มหลายเจ้าจึงริเริ่มแนวทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ (แก้ว ช้อน หลอดทำจากวัสดุธรรมชาติ), ส่วนลดเมื่อนำแก้วมาเอง, แคมเปญรีไซเคิลแก้วพลาสติก ฯลฯ นอกจากนี้ บางแบรนด์ยังสื่อสารเรื่องการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน (เช่น กาแฟจากแหล่งปลูกที่มีการค้าเป็นธรรม) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคกลุ่มที่ถือเรื่องคุณค่าร่วม (value-based consumption) อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคาดหวังให้ความยั่งยืนเป็น “โบนัส” มากกว่าจะยอมจ่ายแพงขึ้นมากเพื่อสิ่งนี้ ดังนั้นความท้าทายของแบรนด์คือทำอย่างไรให้ทั้งรักษ์โลกและยังรักษาราคาที่เข้าถึงได้

  1. การพัฒนาเมนูและนวัตกรรม

พัฒนาเมนูตอบโจทย์ผู้บริโภคใหม่: ในยุคที่ความต้องการผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วและการแข่งขันสูง แบรนด์เครื่องดื่มต้องไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาเมนู เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่และรักษาลูกค้าเดิม วิธีพัฒนาเมนูให้โดนใจยุคใหม่คือ ผสานทั้ง 5 ปัจจัยหลัก ที่ผู้บริโภคมองหา ได้แก่ ความแปลกใหม่, ประสบการณ์, คุณภาพ, สุขภาพ, และความคุ้มค่า เมนูใหม่ควรมี ความคิดสร้างสรรค์ และตามเทรนด์เล็กน้อยเพื่อสร้างความตื่นเต้น (เช่น เครื่องดื่มตามฤดูกาลหรือวัตถุดิบที่กำลังเป็นกระแส) แต่ก็ต้อง อร่อยและมีคุณภาพดีสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้นจะขายได้ครั้งเดียว นอกจากนี้ยังควรคำนึงถึง คุณค่าทางสุขภาพ เช่น แคลอรีไม่สูงเกินไป หรือมีตัวเลือกปรับลดหวาน/เปลี่ยนนมได้ และสุดท้าย ราคา ต้องสมเหตุสมผลไม่แพงจนเกินไปเมื่อเทียบกับปริมาณและประสบการณ์ที่ได้รับ หลายแบรนด์ใหญ่ใช้วิธีหมุนเวียนออก เมนูพิเศษช่วงสั้น (Limited Time Offer) เพื่อสร้างกระแสให้ลูกค้ารีบมาลอง ขณะเดียวกันก็รักษาเมนูซิกเนเจอร์หลักที่ขายดีไว้ไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อไม่ให้สูญเสียฐานลูกค้าเดิม สมดุลระหว่าง “เมนูใหม่” กับ “เมนูประจำ” เป็นกุญแจที่ช่วยให้ร้านมีความน่าสนใจต่อเนื่อง

โอกาสในเมนูเฉพาะกลุ่ม: เมนูเครื่องดื่มที่เน้นตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม เช่น เมนูสุขภาพ (น้ำตาลต่ำ, แคลอรีต่ำ, ไม่ใส่นมวัวสำหรับสายวีแกนหรือแพ้แลคโตส), เมนูใช้วัตถุดิบท้องถิ่น, หรือเมนูสำหรับลูกค้าเฉพาะทาง (เช่น คีโต, โปรตีนสูงสำหรับสายฟิตเนส) ยังคงเป็น โอกาสในการสร้างความแตกต่าง ในตลาด แน่นอนว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเรามีเครื่องดื่มสุขภาพออกมามากมายจนบางตลาดเริ่มอิ่มตัว (เช่น ร้านน้ำผลไม้สกัดเย็นที่เปิดกันจำนวนมาก) แต่ความต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคยัง เติบโตต่อเนื่อง จึงมีพื้นที่ให้สร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ได้อยู่เสมอ แบรนด์ควรสำรวจ ช่องว่างของตลาด (market gap) ว่ายังมีความต้องการไหนที่ยังไม่มีผู้ตอบสนอง เช่น เครื่องดื่มทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้สูงอายุ, เครื่องดื่มใช้วัตถุดิบพื้นเมืองไทยๆ ที่ยังไม่มีใครทำ เป็นต้น

เมนูเฉพาะกลุ่มเหล่านี้หากทำได้ดีก็จะสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแรงให้แบรนด์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านนั้น และสามารถคิดราคาพรีเมียมได้ด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อ ผู้เล่นรายใหญ่ ในตลาดเริ่มจับเทรนด์สุขภาพและออกเมนูแนวนี้บ้าง ความเป็น niche อาจลดลง แบรนด์เล็กจำเป็นต้องพัฒนานวัตกรรมต่อเนื่องและเน้นคุณภาพให้เหนือกว่า หรือเน้นความท้องถิ่นแท้จริง (authentic local) ที่รายใหญ่เลียนแบบได้ยาก เพื่อรักษาความได้เปรียบ

ความเสี่ยงของการตามกระแส (Trend-Driven): ในยุคโซเชียลมีเดีย เทรนด์ใหม่สามารถเกิดขึ้นและจางหายได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ การพัฒนาเมนูตามกระแส (เช่น เมนูไวรัลจาก TikTok) แม้จะช่วยเพิ่มยอดขายระยะสั้นและสร้างการรับรู้แบรนด์ แต่ก็มีความเสี่ยงหลายประการ ประการแรก เทรนด์มาไวไปไว: หากเมนูของเราผูกกับกระแสที่ฉาบฉวยเกินไป (เช่น เครื่องดื่มสีรุ้งตามละครดัง หรือกาแฟใส่ชีสที่ฮิตชั่วคราว) เมื่อความนิยมผ่านไป ยอดขายอาจดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ประการต่อมา อาจไม่ตรงกับภาพลักษณ์แบรนด์: การออกเมนูนอกคอนเซปต์บ่อยๆ อาจสร้างความสับสนแก่ลูกค้าเดิม และลดความน่าเชื่อถือในความเชี่ยวชาญของร้าน เราจึงเห็นบางแบรนด์ใหญ่ระมัดระวังในการเล่นกับกระแสมาก ต้องแน่ใจว่าเมนูใหม่ align กับแนวทางร้าน นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบชั่วคราว ก็เป็นปัญหา หากต้องสต็อกของเฉพาะกิจเยอะแล้วขายไม่หมดจะเกิดความสูญเปล่า อย่างไรก็ดี การไม่ตามเทรนด์เลยก็เสี่ยงตกกระแสในสายตาลูกค้าใหม่ ทางออกคือสร้างสมดุล – ผู้ประกอบการควร ติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสอย่างใกล้ชิด (เช่น เมนูไหนคนพูดถึงในโซเชียล) แล้วเลือกปรับใช้บางเทรนด์ที่เข้ากับร้านของตนอย่างรวดเร็ว ความเร็วในการปรับตัวมีความสำคัญมาก เพราะผู้บริโภคยุคนี้เปลี่ยนใจตามกระแสเร็วและความภักดีต่ำ หากร้านนิ่งเกินไปคู่แข่งจะช่วงชิงความสนใจไปได้ แต่ขณะเดียวกันต้องรักษามาตรฐานคุณภาพและต้นทุน ไม่ทุ่มเทกับกระแสจนลืมจุดแข็งหลักของตัวเอง แบรนด์ที่บาลานซ์สองด้านนี้ได้ดีจะสามารถใช้เทรนด์เป็นแรงส่งโดยไม่ล้มตามเทรนด์

นวัตกรรมอื่น : นอกจากเมนูใหม่ ๆ แล้ว การสร้างนวัตกรรมในธุรกิจเครื่องดื่มยังรวมถึง รูปแบบการบริการและประสบการณ์ เช่น มีการนำ AI มาช่วยคิดค้นสูตรเครื่องดื่มใหม่ๆ หรือปรับรสชาติให้ตรงใจลูกค้าแต่ละคนมากขึ้น, ใช้ เทคโนโลยี AR ผ่านแอปให้ลูกค้าเล่นสนุกกับแก้วเครื่องดื่ม, หรือพัฒนาบรรจุภัณฑ์/ภาชนะที่เป็นเอกลักษณ์และรักษ์โลก ร้านเครื่องดื่มยุคใหม่บางแห่งผนวกเอา แนวคิดไลฟ์สไตล์ เข้าไป เช่น เปิดบาร์กลางคืนควบคู่ร้านกาแฟกลางวัน หรือจัดอีเวนท์ workshop เล็กๆ ในร้านเพื่อสร้าง community สิ่งเหล่านี้คือ นวัตกรรมด้านโมเดลธุรกิจ ที่เพิ่มคุณค่ามากกว่าแค่ตัวสินค้า ซึ่งช่วยดึงดูดและรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว

  1. โมเดลแฟรนไชส์และการลงทุน

ปรับตัวโมเดลแฟรนไชส์ 2025: สภาพตลาดปี 2025 ที่ผันผวนทั้งด้านดีมานด์และต้นทุน บีบให้โมเดลแฟรนไชส์ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและเติบโต แฟรนไชส์ร้านเครื่องดื่มยุคใหม่มีแนวโน้มดังนี้:

  • รูปแบบร้านยืดหยุ่นและขนาดเล็กลง: เพื่อลดต้นทุนและขยายตลาดได้กว้างขึ้น หลายแบรนด์พัฒนาโมเดลร้านขนาดเล็ก เช่น คีออสก์/บูธ ในอาคารสำนักงานหรือสถานศึกษา, ร้าน Grab & Go เน้นซื้อเร็วไม่ต้องนั่ง หรือแม้แต่ รถขายเครื่องดื่มเคลื่อนที่ (food truck) ที่ย้ายทำเลได้ การมีโมเดลหลายขนาดช่วยให้แฟรนไชส์เข้าถึงทำเลต่างๆ ได้มากขึ้น และลดเงินลงทุนต่อสาขาสำหรับผู้ซื้อแฟรนไชส์ (Franchisee)
  • รองรับช่องทางเดลิเวอรี่: แฟรนไชส์ปี 2025 ต้องออกแบบร้านและระบบหลังบ้านให้สอดรับกับ บริการส่งอาหาร/เครื่องดื่ม ที่กลายเป็นช่องทางหลักของลูกค้าปัจจุบัน เช่น จัดโซนรับออเดอร์ไรเดอร์แยกต่างหาก, มีแพ็คเกจจิ้งที่คงสภาพเครื่องดื่มระหว่างขนส่ง, เมนูบางอย่างที่เหมาะกับเดลิเวอรี่มากขึ้น เป็นต้น ร้านที่ปรับตัวด้านนี้จะได้เปรียบเพราะเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วถึงกว่าและลดข้อจำกัดเรื่องทำเลหน้าร้านลง
  • ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ: แฟรนไชส์ใหญ่ๆ เริ่มนำระบบ Digital มาช่วยบริหารจัดการสาขา เช่น ระบบ POS ส่วนกลางที่เชื่อมกับสต็อก, แอปพลิเคชันสำหรับฝึกอบรมพนักงานออนไลน์, ระบบวิเคราะห์ยอดขายรายสาขาเพื่อตรวจสุขภาพธุรกิจแบบเรียลไทม์ เป็นต้น เทคโนโลยีจะช่วยให้แฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) ควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน ของทุกสาขาได้ง่ายขึ้น และแฟรนไชส์ซีเองก็ทำงานสะดวกขึ้น ซึ่งจำเป็นมากในยุคที่ค่าแรงสูงและหาคนงานยาก ระบบอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติบางอย่างก็ถูกนำมาใช้ในร้านเครื่องดื่ม เช่น เครื่องชงอัตโนมัติหรือเครื่องคิดเงินแบบ Self-service ที่ช่วยลดจำนวนพนักงานและข้อผิดพลาด
  • โครงสร้างแฟรนไชส์ที่ยืดหยุ่น: บางแบรนด์ปรับแพ็คเกจลงทุนให้ยืดหยุ่นขึ้นเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่ มีตั้งแต่แฟรนไชส์ขนาดเล็กใช้งบหลักหมื่น-แสน (เช่น แฟรนไชส์ชานมไข่มุกหรือกาแฟรถเข็น) ไปจนถึงแฟรนไชส์ร้านคาเฟ่เต็มรูปแบบหลักล้าน ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้เหมาะกับงบประมาณและทำเลของตน
  • นอกจากนี้มีแนวคิด “Duo Brand Franchise” ที่น่าจับตา คือการลงทุนครั้งเดียวแต่ได้ 2 แบรนด์ในร้านเดียว ใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น แชร์ครัวหรือพื้นที่ขาย เป็นการลดต้นทุนและดึงลูกค้าสองกลุ่มพร้อมกัน แนวคิดนี้ช่วยให้แฟรนไชส์ซีได้ฐานลูกค้ากว้างขึ้นและเพิ่มโอกาสทำกำไรต่อพื้นที่สูงขึ้น ซึ่งอาจเห็นมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

ปัจจัยที่นักลงทุนแฟรนไชส์ควรพิจารณา: การจะลงทุนซื้อแฟรนไชส์สักแบรนด์ ผู้ลงทุนควรศึกษาอย่างรอบคอบ ปัจจัยหลักๆ ที่ควรพิจารณา ได้แก่:

  • ความแข็งแกร่งและชื่อเสียงของแบรนด์: เลือกแบรนด์ที่มีชื่อเป็นที่รู้จักและมีประสบการณ์ในตลาดมายาวนาน จะช่วยลดความเสี่ยงของผู้ลงทุน เพราะแบรนด์ใหญ่มีฐานลูกค้าเดิมและระบบธุรกิจที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว (เช่น ธุรกิจห้าดาวของเครือ CP ที่อยู่มากว่า 40 ปี มีความน่าเชื่อถือสูง ผู้ลงทุนไม่ต้องเสียเวลาสร้างแบรนด์ใหม่เอง)
  • ระบบสนับสนุนจากแฟรนไชส์ซอร์: ดูว่าบริษัทแม่มี คู่มือและการฝึกอบรม ที่ดีหรือไม่ สอนตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจ, การบริหารร้าน, การควบคุมต้นทุน, ไปจนใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างไร นอกจากนี้มี ทีมสนับสนุน ช่วยดูแลหลังเปิดร้านหรือไม่ เช่น การตลาดต่อเนื่อง, คอยให้คำปรึกษาแก้ปัญหา เรื่องเหล่านี้สำคัญมากสำหรับมือใหม่ ระบบสนับสนุนที่แข็งแรงจะเพิ่มโอกาสความสำเร็จของแฟรนไชส์ซี
  • โมเดลธุรกิจและทำเล: พิจารณาว่าแฟรนไชส์มี รูปแบบร้านหลากหลาย ให้เลือกตามงบและทำเลหรือไม่ (เช่น มีทั้งแบบคีออสก์เล็กและร้านมาตรฐาน) และสินค้าของแบรนด์นั้นเหมาะกับทำเลที่เราสนใจหรือไม่ เช่น ย่านนั้นกลุ่มเป้าหมายตรงกับสินค้าไหม การที่แฟรนไชส์ซอร์ช่วยวิเคราะห์ทำเลและมีหลายโมเดลร้าน จะเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น
  • ความนิยมและแนวโน้มของสินค้า: ต้องประเมินว่า ประเภทเครื่องดื่ม ของแฟรนไชส์นั้นยังเป็นที่นิยมอยู่ไหม แนวโน้มตลาดเป็นอย่างไร เช่น ช่วงนี้เทรนด์ชาไข่มุกยังบูมอยู่หรือเริ่มทรงตัว ถ้าตลาดบางเซ็กเมนต์เริ่มวายอาจต้องคิดให้หนัก นอกจากนี้ สินค้าควรมีความโดดเด่นหรือความแตกต่างบางอย่างเมื่อเทียบกับคู่แข่งเพื่อดึงดูดลูกค้า
  • ค่าใช้จ่ายและผลตอบแทนการลงทุน: คำนวณ เงินลงทุนเริ่มต้น ทั้งหมด (ค่าแฟรนไชส์, ค่าก่อสร้างตกแต่ง, ค่าอุปกรณ์, เงินทุนหมุนเวียน) แล้วเทียบกับ ประมาณการยอดขาย/กำไร ที่จะได้รับ ประเมินระยะเวลา คืนทุน ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้หรือไม่ แฟรนไชส์ที่ดีควรมีข้อมูลเหล่านี้ให้ผู้ลงทุนพิจารณาชัดเจน หากคาดว่าจะคืนทุนในเวลาไม่สมเหตุสมผล (เช่น เกิน 3-5 ปีสำหรับธุรกิจเครื่องดื่มทั่วไป) ผู้ลงทุนก็ต้องชั่งใจความเสี่ยง
  • ความพร้อมและความสนใจของตัวผู้ลงทุน: ปัจจัยนี้มักถูกมองข้าม ผู้ลงทุนควรถามตัวเองว่ามี เวลา ความทุ่มเท และทักษะ ที่จะบริหารธุรกิจหรือไม่ เพราะแม้เป็นแฟรนไชส์ที่มีระบบช่วยเหลือ แต่ผู้ลงทุนก็ต้องลงแรงบริหารร้านเองอยู่ดี ควรเลือกธุรกิจที่ตนพอใจหรือสนใจจริง จะทำได้ดีและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่งกว่า

แฟรนไชส์เล็กแข่งขันกับรายใหญ่:

ตลาดเครื่องดื่มปี 2025 มีผู้เล่นรายใหญ่ที่ครองตลาดหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเชนกาแฟยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Starbucks หรือเชนชาไข่มุกชื่อดัง การที่แฟรนไชส์ขนาดเล็กหรือแบรนด์ใหม่จะเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่แหลมคม จุดแข็งของรายเล็ก คือความคล่องตัวและความเฉพาะตัว ดังนั้นแนวทางต่อสู้กับรายใหญ่ ได้แก่:

  • สร้างความแตกต่างเฉพาะตัว: แฟรนไชส์เล็กควรมี Unique Selling Point ที่ชัด เช่น เมนูสูตรลับที่ไม่มีในร้านใหญ่ บรรยากาศหรือคอนเซปต์ร้านแปลกใหม่ (เช่น คาเฟ่สัตว์เลี้ยง, ร้านชาแนวธีมการ์ตูน) หรือเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะทางที่แบรนด์ใหญ่ยังไม่ได้เข้าถึง
  • ความยืดหยุ่นและปรับตัวไว: รายเล็กสามารถหมุนตัวตามเทรนด์และความต้องการลูกค้าได้เร็วกว่าองค์กรใหญ่ มีอิสระทดลองสิ่งใหม่ เช่น ออกเครื่องดื่มตามกระแสก่อนเจ้าใหญ่ เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มอินเทรนด์
  • สร้างความสัมพันธ์กับชุมชนหรือลูกค้า: ร้านเล็กได้เปรียบเรื่อง ความเป็นกันเอง สามารถรู้จักลูกค้าประจำเป็นรายบุคคล ให้บริการที่อบอุ่น เป็นมิตร สิ่งนี้สร้าง Customer Loyalty ได้ในระดับที่แบรนด์ใหญ่ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานทำได้ยาก นอกจากนี้การทำกิจกรรมกับชุมชนท้องถิ่น การตลาดแบบใกล้ชิด (เช่น จัดโปรวันเกิดให้ลูกค้าประจำ) จะทำให้ร้านเล็กมีฐานลูกค้าประจำเหนียวแน่น
  • การตลาดออนไลน์อย่างสร้างสรรค์: รายเล็กสามารถใช้ โซเชียลมีเดีย สร้างกระแสได้โดยใช้งบไม่มาก ถ้าทำคอนเทนต์ดี ๆ หรือเมนูหน้าตาโดน ๆ อาจกลายเป็นไวรัลที่แชร์กันจนดังได้ โดยไม่ต้องซื้อโฆษณาแพง ๆ การสื่อสารแบรนด์ผ่าน Facebook, Instagram, TikTok อย่างสม่ำเสมอและตอบโต้กับลูกค้าเร็ว จะสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยและเข้าถึงง่ายกว่าบริษัทใหญ่ที่มักมีขั้นตอนมาก
  • บริหารต้นทุนและราคาขายให้แข่งขันได้: ถึงแม้ร้านเล็กจะสู้เศรษฐกิจขนาด (economy of scale) ของเชนใหญ่ไม่ได้ แต่สามารถหาวิธีคุมต้นทุนอื่น เช่น ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นราคาย่อมเยา, ปรับเมนูให้เกิดของเสีย (waste) น้อยที่สุด, หรือจับมือรวมกลุ่มผู้ประกอบการเล็กเพื่อสั่งวัตถุดิบราคาส่งร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยลง แล้วสะท้อนต้นทุนที่ต่ำลงมาเป็น ราคาขายที่เข้าถึงง่ายกว่า หรือปริมาณคุ้มค่ากว่า ให้ลูกค้าเห็นถึงความคุ้มเงินเมื่อเทียบกับแบรนด์ใหญ่

 

เรื่องจริงที่ควรยอมรับความจริงว่า รายเล็กมักมีกำไรต่อหน่วยต่ำกว่ารายใหญ่มาก

จากข้อมูลปี 2568 ร้านกาแฟแฟรนไชส์/เชนใหญ่มีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เฉลี่ยถึง ~17.5%

ขณะที่ร้านกาแฟอิสระเล็ก มีกำไรสุทธิเฉลี่ยเพียง ~4.6% เท่านั้น   ส่วนต่างที่มากนี้สะท้อนว่าแบรนด์ใหญ่อาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนและระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ หากรายเล็กต้องการแข่งขันในระยะยาว ก็อาจพิจารณา เข้าร่วมแฟรนไชส์ของแบรนด์ใหญ่ เสียเลยเพื่อใช้ประโยชน์จากระบบหลังบ้านและต้นทุนรวม หรือไม่ก็ต้องโฟกัสที่ กลุ่มลูกค้าเฉพาะทางที่ยอมจ่ายแพง เพื่อแลกกับคุณภาพ/ประสบการณ์ที่เหนือกว่าร้านเชน ในตลาดเครื่องดื่มที่มีทั้งปลาใหญ่และปลาเล็กอยู่ร่วมกัน ผู้ประกอบการรายย่อยที่จะอยู่รอดได้คือต้องหาช่องว่างที่ตัวเองชำนาญและโดดเด่น แล้วลงมือทำให้ดีที่สุดในจุดนั้น พร้อมทั้งดูแลการเงินอย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือกับต้นทุนที่ผันผวน

  1. เทคโนโลยีและอนาคตธุรกิจ

บทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัล: เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในธุรกิจเครื่องดื่มยุคใหม่ในแทบทุกมิติ เริ่มจาก ช่องทางการขายแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่และแอปสั่งอาหาร (Grab, LINE MAN, Foodpanda ฯลฯ) กลายเป็นช่องทางหลักที่ลูกค้าใช้ซื้อเครื่องดื่ม ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการออเดอร์ออนไลน์อย่างเป็นระบบ และปรับกลยุทธ์ราคา/โปรโมชั่นบนแพลตฟอร์มให้เหมาะสม (บางแบรนด์จับมือเป็น Partner กับแพลตฟอร์มเพื่อให้ถูกลดค่า GP และได้โปรโมชันเพิ่ม) นอกจากนี้ การชำระเงินดิจิทัล ก็แพร่หลาย ผู้บริโภคเคยชินกับการจ่ายเงินผ่าน e-Wallet, QR code, บัตรเครดิต แทนเงินสด ร้านต้องรองรับการจ่ายเงินหลากหลายเพื่อความสะดวกลูกค้า ด้าน การตลาด – โซเชียลมีเดียและการตลาดออนไลน์ถือเป็นหัวใจของธุรกิจเครื่องดื่มยุคนี้ แบรนด์ต้องมีตัวตนบนโลกออนไลน์ที่แข็งแรง ตอบสนองกระแสและ Feedback ของลูกค้าอย่างรวดเร็ว รวมถึงใช้เครื่องมือ CRM (การจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า) เช่น ระบบสมาชิกสะสมแต้มผ่านแอป เพื่อสร้างการซื้อซ้ำและดึงดูดลูกค้าใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัล

เทคโนโลยียังช่วยในการ ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ของร้าน ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟบางแห่งติดตั้ง ตู้สั่งอัตโนมัติ (Self-Order Kiosk) ให้ลูกค้ากดสั่งเอง ลดความแออัดช่วงคิวยาวและลดภาระพนักงาน หรือใช้ เครื่องทำเครื่องดื่มอัตโนมัติ ในการชงเมนูพื้นฐานเพื่อให้รสชาติคงที่และลดเวลา นอกจากนี้ IoT (Internet of Things) ถูกนำมาใช้ในร้านใหญ่ เช่น เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิตู้แช่, ระบบแจ้งเตือนสต็อกวัตถุดิบใกล้หมด, หรือระบบติดตามการขายแบบเรียลไทม์ที่สำนักงานใหญ่ เพื่อให้แฟรนไชส์ซอร์มองเห็นภาพรวมทั้งเครือข่ายและจัดการได้ทันท่วงที อีกด้านหนึ่งที่เริ่มเห็นคือการใช้ Big Data/AI วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อนำเสนอโปรโมชั่นตรงใจ หรือวิเคราะห์แนวโน้มยอดขายรายทำเลเพื่อวางแผนขยายสาขา เหล่านี้ช่วยให้การตัดสินใจทางธุรกิจแม่นยำขึ้น

เดลิเวอรี่และออเดอร์ออนไลน์ยังสำคัญหรือไม่: จากแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่กล่าวมา จะเห็นว่าช่องทางออนไลน์ยังคงเป็น หัวใจหลักในการเติบโต ของธุรกิจเครื่องดื่ม แม้หลังโควิดผู้คนจะออกมาซื้อหน้าร้านมากขึ้น แต่ความสะดวกของเดลิเวอรี่และการสั่งผ่านมือถือได้กลายเป็นความเคยชินใหม่ ผู้บริโภคจำนวนมากในเมืองใหญ่เลือกสั่งเครื่องดื่มมาที่บ้าน/ออฟฟิศแทบทุกวัน ยอดขายผ่าน delivery ของหลายแบรนด์ยังคงคิดเป็นสัดส่วนสูง และแบรนด์ต่าง ๆ ลงทุนกับการทำตลาดออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เช่น ออกเมนูเฉพาะบนแอป, ทำโปรโมชันค่าส่ง, หรือพัฒนา Mobile App ของตัวเองที่ให้สิทธิพิเศษกับลูกค้า (เช่น ระบบสะสมแต้มแลกรางวัล) นอกจากนี้ ช่วงเวลา นอกทำการ หรือพื้นที่ที่ไม่มีหน้าร้านใกล้ ๆ ช่องทางออนไลน์ก็ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงในบางกรณี (ผ่าน cloud kitchen) การเติบโตของเดลิเวอรี่จึงยังไม่หยุดนิ่ง แต่รูปแบบอาจเปลี่ยนไปเล็กน้อย – ผู้เล่นแพลตฟอร์มเริ่มปรับลดค่า GP ลงในบางดีล, มีผู้เล่นไทย (Robinhood) ที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำ ช่วยให้ร้านค้าได้กำไรมากขึ้น ในขณะเดียวกันการแข่งขันบนแพลตฟอร์มก็สูงขึ้น ร้านค้าต้องหาวิธี สร้างความภักดี เช่น จัดโปรให้ลูกค้าสั่งซ้ำทุกสัปดาห์หรือทำ subscription รายเดือนเครื่องดื่ม เป็นต้น

แนวโน้มปี 2026–2027: มองไปข้างหน้าอีก 1-2 ปี ธุรกิจเครื่องดื่มและแฟรนไชส์ในไทยยังคงมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องแต่มีความท้าทายแฝงอยู่ โดย การเติบโตเชิงมูลค่า คาดว่าจะอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ราว 4-5% ต่อปี ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะดีขึ้นในช่วงนั้น การขยายสาขาของเชนใหญ่จะยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบุกหัวเมืองรองและชานเมืองที่กำลังมีกำลังซื้อเพิ่ม ส่วน แบรนด์ต่างประเทศ ที่เห็นโอกาสตลาดไทยก็จะเข้ามามากขึ้น เคยมีเทรนด์ที่แบรนด์ชาไข่มุกและคาเฟ่จากญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน ทยอยมาเปิดสาขาในไทย และแนวโน้มนี้จะยิ่งชัดเพราะต่างชาติสนใจลงทุนไทยต่อเนื่อง (ไตรมาส 1/2568 เงินลงทุนต่างชาติในธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มเพิ่มขึ้นกว่า 542 ล้านบาทจากสิ้นปี 2567) เราอาจได้เห็นแบรนด์ใหม่ๆ และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นไปอีก

พฤติกรรมผู้บริโภค ในปี 2026-2027 กลุ่ม Gen Z จะก้าวขึ้นมาเป็นลูกค้าหลักมากขึ้น ความต้องการสินค้าเฉพาะบุคคลสูง (personalization) อาจทำให้ธุรกิจต้องใช้เทคโนโลยีและข้อมูลมาปรับเสนอสินค้าให้ตรงใจกับแต่ละคน เช่น อนาคตอาจเห็นแอปที่จำรสนิยมการสั่งเครื่องดื่มของเราและแนะนำเมนูใหม่ที่เราน่าจะชอบอย่างแม่นยำ ประเด็น สุขภาพและสิ่งแวดล้อม จะยิ่งเข้มข้น – ไม่แน่ว่าในช่วงนั้น กฎหมายภาษีน้ำตาล ในเครื่องดื่มอาจเข้มงวดยิ่งขึ้น ส่งผลให้แบรนด์ต้องปรับสูตรลดน้ำตาลและหันไปใช้วัตถุดิบธรรมชาติมากขึ้น (ซึ่งก็เป็นผลดีต่อผู้บริโภค) ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคอาจคาดหวังให้ร้านค้า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรฐาน ไปเลย เช่น ใครยังใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวอาจถูกมองลบ ทำให้ทุกร้านต้องเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน 100% เป็นต้น

ด้าน โมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ อาจเห็นการปรับตัวในระดับ โครงสร้าง มากขึ้น เช่น การให้สิทธิ Master Franchise กับนักลงทุนในพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อเร่งขยายสาขา, การควบรวมกิจการระหว่างเชนร้านเล็ก เพื่อรวมพลังต่อกรเชนใหญ่, หรือการแตกไลน์สินค้าของแฟรนไชส์เครื่องดื่มไปแตะกลุ่มสินค้าอื่นเพิ่มเติม

(เช่น แฟรนไชส์ชานมที่เพิ่มไอศกรีม/เบเกอรี่เข้าไปขายด้วย กลายเป็นแฟรนไชส์ไลฟ์สไตล์ที่ครบวงจรขึ้น) อีกทั้ง การแข่งขันสูง อาจทำให้บางแบรนด์ที่ปรับตัวไม่ทันต้องออกจากตลาด ในขณะที่แบรนด์ที่เหลืออยู่จะครองส่วนแบ่งมากขึ้น เกิดเป็น ภาพรวมตลาดที่รวมตัวกันมากขึ้น (consolidation) นักลงทุนน่าจะได้เห็น โปรโมชั่นแฟรนไชส์ที่จูงใจ มากขึ้นจากแบรนด์ใหญ่ เช่น ลดค่าธรรมเนียมแรกเข้า ผ่อนจ่ายค่าแฟรนไชส์ หรือการันตีรายได้ขั้นต่ำช่วงแรก เพื่อดึงผู้ลงทุนท่ามกลางตัวเลือกที่หลากหลาย

สุดท้าย เทคโนโลยีอนาคต เช่น AI และ Automation จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเครื่องดื่มอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็น AI ช่วยวิเคราะห์ตลาดเลือกโลเคชั่นเปิดสาขา, หุ่นยนต์ชงกาแฟและเสิร์ฟ (ซึ่งเริ่มมีให้เห็นบ้างแล้วในต่างประเทศ), ระบบสั่งงานด้วยเสียงผ่านแอป (Voice Ordering) ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ ดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้ดี หากมองภาพรวม ธุรกิจเครื่องดื่มและแฟรนไชส์ไทยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ยังเติบโตได้ แต่ผู้เล่นจะต้องปรับตัวตลอดเวลา ทั้งติดตามเทรนด์ผู้บริโภค ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย และบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย จึงจะสามารถอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจนี้

สรุป: ปี 2025 ธุรกิจเครื่องดื่มและแฟรนไชส์ในประเทศไทยยังพอเติบโต แต่เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์ทั้งการพัฒนาเมนูใหม่ที่ตอบโจทย์สุขภาพและประสบการณ์, ปรับโมเดลร้านให้ยืดหยุ่นเน้นเดลิเวอรี่, และใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมประสิทธิภาพ ขณะที่นักลงทุนแฟรนไชส์ควรเลือกแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีระบบสนับสนุนที่ดี พร้อมทั้งประเมินความเสี่ยงรอบด้าน สำหรับอนาคตอันใกล้ ธุรกิจนี้ยังมีโอกาสโตต่อโดยมีเทรนด์สุขภาพและดิจิทัลเป็นแรงหนุน แต่การแข่งขันจะยิ่งดุเดือด ผู้ที่พร้อมปรับตัวทันเท่านั้นที่จะครองส่วนแบ่งตลาดในวันข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

 

อ้างอิงแหล่งข้อมูล:

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย – รายงานแนวโน้มธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ปี 2568
  • SCB EIC / ศูนย์วิจัยกรุงศรี – คาดการณ์การเติบโตธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มปี 2567-2569
  • กรุงเทพธุรกิจ บทวิเคราะห์อุตสาหกรรมกาแฟไทยปี 2568 
  • Marketeer Online – บทความ “โอกาสของธุรกิจแฟรนไชส์”
  • SCN Screening – บทความเทรนด์แฟรนไชส์เครื่องดื่มปี 2025
  • แหล่งข่าวออนไลน์อื่นๆ เช่น บิสิเนสโค้ชแอนด์คอนซัลติ้ง , BIC Training Center, ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  , และบทวิเคราะห์เทรนด์อาหาร-เครื่องดื่ม 2025 (Whole Foods Market) เพื่อประกอบการวิเคราะห์และยืนยันข้อมูลในรายงานนี้